วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

ปลาหมึกลูกหมู


ปลาหมึกลูกหมู หรือ Piglet squid
เป็นปลาหมึกขนาดเล็กโตเต็มที่ขนาดไม่เกิน 10 ซม.

ชื่อสามัญว่า Deep Sea Cranchid Squid 
อยู่ในจีนัสเฮลิคอเครนเชีย (Genus Helicocranchia)
คลาส เซฟาโลโพดา (Class Cephalopoda) 
ไฟลัมมอลลัสกา (Phylum Mollusca)

นักวิทยาศาสตร์ คาดว่า มีปลาหมึกลูกหมู ในจีนัสเฮลิคอเครนเชีย ประมาณ 14 สปีซีส์ แต่ปัจจุบันรู้จักกันเพียง 3 สปีซีส์ 

ในภาพเป็น สปีซีส์ pfefferi ปลาหมึกลูกหมู อาศัยอยู่ใต้ทะเลลึก 300 ถึง 1,000 เมตร

 ลักษณะเด่นของมันคือ มีรูปร่างหน้าตา คล้ายการ์ตูน หนวดตั้งตรง บนหัวคล้ายกับผม ซึ่งต่างจากปลาหมึกชนิดอื่นๆ

ขอบคุณรูปจาก Amazing Things in The World













ปลาหมึกลูกหมู หรือ Piglet squid
เป็นปลาหมึกขนาดเล็กโตเต็มที่ขนาดไม่เกิน 10 ซม.

ชื่อสามัญว่า Deep Sea Cranchid Squid
อยู่ในจีนัสเฮลิคอเครนเชีย (Genus Helicocranchia)
คลาส เซฟาโลโพดา (Class Cephalopoda)
ไฟลัมมอลลัสกา (Phylum Mollusca)

นักวิทยาศาสตร์ คาดว่า มีปลาหมึกลูกหมู ในจีนัสเฮลิคอเครนเชีย ประมาณ 14 สปีซีส์ แต่ปัจจุบันรู้จักกันเพียง 3 สปีซีส์

ในภาพเป็น สปีซีส์ pfefferi ปลาหมึกลูกหมู อาศัยอยู่ใต้ทะเลลึก 300 ถึง 1,000 เมตร

ลักษณะเด่นของมันคือ มีรูปร่างหน้าตา คล้ายการ์ตูน หนวดตั้งตรง บนหัวคล้ายกับผม ซึ่งต่างจากปลาหมึกชนิดอื่นๆ

ขอบคุณรูปจาก Amazing Things in The World

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

Maria Sibylla Merian คือใคร??



                                                    Maria Sibylla Merian

Maria Sibylla Merian อ่านว่า มาเรีย ซิลเบลล่า มาเรียน เกิดวันที่ 2 เมษายน ค.ศ 1647 ในเมืองแฟรงค์เฟิร์ท (Frankfurt) ประเทศเยอรมัน สามีของเธอคือ Johann Andreas Graff มีบุตรด้วยกันสองคนคือ Johanna Helena Herolt และ Dorothea Maria Graff และ มาเรีย ก็เสียชีวิตลงเมื่อ 13 มกราคม ค.ศ 1717 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam)
Maria Sibylla Merian เธอเป็นนักวาดภาพทางพฤกษศาสตร์ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงมากๆ คนหนึ่ง ผลงานของเธออยู่ในช่วงศตวรรษที่ 16 เธอได้ร่วมกับกลุ่มนักเดินทางเพื่อบันทึกข้อมูลเสาะแสวงหาวาดภาพพรรณไม้แปลกๆ และก็ได้บันทึกพรรณไม้มากมายจากซูลินัมซึ่งอยู่ทางใต้ของอเมริกาด้วย ทำให้มีข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์ไม้และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ไว้ศึกษาและเพาะพันธุ์ต่อไป
Maria Sibylla Merian บน Doodle
Maria Sibylla Merian บน Doodle
ในวันนี้ก็เป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 366 ของ Maria Sibylla Merian โดย Google ก็ได้ร่วมรำลึกถึงเธอด้วยการเปลี่ยนโลโก้เป็นรูปวาดธรรมชาติ
ผลงาน Maria Sibylla Merian  ผลงาน Maria Sibylla Merian
และนี่เป็นตัวอย่างผลงานของ Maria Sibylla Merian ขอบคุณรูปภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Maria_Sibylla_Merian



Read more: http://www.comfixclub.com/maria-sibylla-merian/#ixzz2PHtS0FwF

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

สะพาน ที่บรรจุคลองไว้บนสะพาน


สะพาน ที่บรรจุคลองไว้บนสะพาน ( Magdeburg Water Bridge )

Magdeburg Water Bridge คือ หนึ่งในสุดยอดงานทางวิศวกรรม ที่ได้สร้างสะพาน ที่บรรจุคลองไว้บนสะพาน ทำให้บังเกิดสิ่งเหลือเชื่อทางธรรมชาติ คือ คลองที่ยกตัวขึ้น 6.25 เมตร ข้ามแม่น้ำด้านล่าง

รายละเอียด เกี่ยวกับ สะพาน Magdeburg Water

สะพานคลองนี้ได้ริเริ่มตั้งแต่ปี 1938 จนเรื่อยมาจนในปี 1938 การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสงบลงเยอรมันถูกแบ่งออกเป็น เยอรมันตะวันออก และเยอรมันตะวันตก โครงการจึงหยุดอย่างไม่มีกำหนด จวบจนเยอรมันทั้งสองรวมเป็นหนึ่ง โครงการจึงเริ่มก่อสร้างอีกครั้ง
  • สะพานเริ่มก่อสร้างในปี 1997 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2003
  • ลักษณะของสะพาน เรียกว่า สะพานคลอง ( Canal bridge ) คือสะพานที่สร้างเป็นรูปตัวยู ภายในบรรจุน้ำเสมือนเป็นคลอง เพื่อใช้ให้เรือสัญจร
  • สะพานคลองนี้ยกตัวข้ามแม่น้ำ Elbe River
  • สะพานคลองนี้เชื่อมต่อระหว่างคลอง Elbe-Havel และคลอง Midland
  • คลองทั้งสองไหลมาไกล้กันบริเวณเมือง Magdeburg
  • สะพานยาว 918 เมตร ( 690 เมตรอยู่บนฝั่ง และอีก 228 เมตรอยู่ในแม่น้ำ Elbe )
  • สะพานกว้าง 43 เมตร ส่วนที่เป็นพื้นน้ำกว้าง 32 เมตร
  • น้ำในสะพานลึก 4.25 เมตร
  • ท้องสะพานคลอง ยกตัวสูงจากแม่น้ำ Elbe อยู่ 6.25 เมตร
สะพานคลอง
รูปนี้มองจากฝั่งขึ้นไปยังด้านข้างสะพาน Magdeburg Water Bridge หากเห็นเช่นนี้คงไม่มีใครคาดคิดว่าด้านบนจะมีคลองอีกสายไหลผ่าน
ทำไม น้ำในคลองจึงยกตัว ขึ้นเหนือแม่น้ำได้

ตามกฎฟิสิกส์พื้นฐาน ระดับน้ำในตำแหน่งเดียวกันต้องสูงเท่ากัน หากไม่ถูกรบกวนด้วยพลังานอื่นใด หรือถูกกักในพื้นที่จำกัด
  • สาเหตุ ที่น้ำยกตัวขึ้นได้นั้นเกิดจาก โครงสร้างที่เรียกว่า Rothensee boat lift
  • Rothensee boat lift เป็นฝายที่สร้างขวางคลองไว้หลายตัว โดยระดับน้ำด้านเหนือ และด้านใต้จะมีระดับสูงแตกต่างกัน
  • เรือแล่นผ่านฝายด้านใต้เข้าระหว่างฝาย 2 ตัว ฝายด้านใต้จะปิด และเริ่มสูบน้ำเข้าระหว่างฝายทั้งสองตัว เพื่อยกระดับน้ำให้สูงเท่าน้ำด้านเหนือฝาย
  • เมื่อน้ำยกระดับสูงจนเท่าระดับน้ำที่เหนือฝาย ฝายด้านเหนือจะเปิดออกให้เรือแล่นออกไป
  • ด้วยวิธีการนี้ น้ำใน สะพานคลอง Magdeburg จึงสามารถยกตัวขึ้นสูงข้ามแม่น้ำได้
ฝาย Rothensee boat lift
รูปฝาย Rothensee boat lift สำหรับยกระดับน้ำเพื่อให้เรือ สัญจรผ่านไปมาได้ระหว่างคลองมีระดับน้ำต่างกัน

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

ตำนานแปลก จาก 7 สถานที่แปลก ของโลก


โลกของเรา คือ โลกแห่งตำนาน
 ทุกสถานที่ ทุกเหตุการณ์ ล้วนมีจุดกำเนิด บางอย่างเหลือเชื่อ สุดจินตนาการ

สถานที่แปลก : 7. Chocolate Hills, Bohol, Philippines.

ข้อมูล: Chocolate Hills แห่งนี้ เรียงรายครอบคลุมพื้นที่ราว 50 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเนินเขาแบบเดียวกันกว่า 1,200 ลูก ท่ามกลางหญ้าเขียวขจี และเนินเขาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในช่วงฤดูแล้ง
ตำนาน: นานมาแล้ว มีควายยักษ์ ตัวเท่าเนินเขา เข้ามากัดกินพืชผักในทุ่งนาของชาวบ้านเสียหาย ชาวบ้านจึงช่วยกันคิดกลอุบายโดยหาอาหารบูดเน่ากองโตมาให้ควายยักษ์กินแทน เจ้าควายกลืนกินด้วยความตะกละและทันใดนั้นก็เกิดอาการท้องเสียอย่างรวดเร็ว จนวิ่งพล่าน ทิ้งกองอุจจาระเรี่ยราดไปทั่ว เมื่อมูลควายแห้งก็จำแลงเป็นเนินเขาช็อกโกแลตในบัดดล อืมม..หอมหวนมั้ย!?
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่ารับของจากศัตรูหรือคนแปลกหน้า

สถานที่แปลก : 6. Tsingy, Madagascar

ข้อมูล: ใกล้กับชายฝั่งด้านตะวันตกของ Madagascar เป็นที่ตั้งของเขาหินปูน Tsingy ซึ่งมีรูปร่างประหลาด แหลมคมคล้ายกับเข็มยักษ์
ตำนาน: Sifaka (Sifaka คือสัตว์ในตระกูลลีเมอร์ อาศัยอยู่ที่ Madagascar) ได้รับของขวัญพิเศษจากเทพแห่งจันทรา ด้วยการเนรมิตสีขนให้เปล่งประกายเหมือนแสงแห่งจันทร์ ทำให้พวกมันรู้สึกภาคภูมิใจในความสง่างาม แต่ในขณะเดียวกัน “ขนเรืองแสง” อันโดดเด่น ก็ทำให้ Sifaka เป็นที่สังเกตและมองเห็นได้ง่าย ไม่ปลอดภัยจาก เจ้า  Fossa จอมเจ้าเล่ห์ (แมวนักล่า) ในไม่ช้า พวกพ้อง Sifaka ก็ถูกกำจัดทิ้งอย่างน่าใจหาย เจ้าตัวที่เหลืออยู่จึงหาหนทางแห่งการรอดชีวิต ด้วยการสร้างที่หลบภัยในป่าหิน และขอความช่วยเหลือจากเทพแห่งจันทรา ด้วยความสงสาร เทพแห่งจันทราจึงเสกป่าหินธรรมดาให้กลายเป็นหินเข็มยักษ์ ซึ่งมีความแหลมคมมาก หากปีนป่ายไม่ระวัง มีดับอนาถขาดสองท่อน Tsingy แห่ง Madagascar จึงเป็นสถานที่ที่อยู่อาศัยได้ยาก แต่ก็มั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากพวกนักล่าแน่นอน
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: สถานที่ที่อันตรายที่สุดอาจเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด

สถานที่แปลก : 5. Bear Rock (Devils Tower Monument), USA

ข้อมูล: ภูเขาหินยักษ์ Bear Rock (อนุสาวรีย์ปีศาจ) ซึ่งสูงตระหง่านจากพื้นดิน มีลักษณะพื้นผิวประหลาดเป็นร่องลึกยาวเป็นเส้นรอบด้าน
ตำนาน: กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กผู้หญิง 7 คน เข้าไปวิ่งเล่นในป่า แต่กลับถูกไล่ล่าจากกลุ่มหมียักษ์ เด็กๆ จึงพากันหนีด้วยการปีนขึ้นเนินหินเล็กก้อนหนึ่ง ขณะเดียวกันหมีใจโหดก็ไม่ลดละ ใช้กรงเล็บจิกไต่เพื่อตามขึ้นไปหวังจะจับตัวให้ได้ เด็กหญิงช่วยกันสวดมนต์ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และก็เป็นผล อำนาจลึกลับเสกเนินหินก้อนเล็กให้กลายเป็นภูเขาสูงเสียดฟ้า เหล่าหมีร้ายค่อยๆ ลื่นไถล ครูดตกลงไปทีละตัว ทิ้งไว้เพียงรอยเล็บรอบด้านของภูเขา และเมื่อเด็กหญิงทั้ง 7 ขึ้นสู่ท้องฟ้า ก็กลายร่างเป็น กลุ่มดาว Pleiades หรือ seven sisters ในบัดดล (บ้านเราก็คือ ดาวลูกไก่ นั่นเอง)
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ถ้าคิดจะสู้กับหมี ต้องแน่ใจว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง

สถานที่แปลก : 4. Socotra Island, Yemen

ข้อมูล: Socotra Island แห่งนี้ อุดมไปด้วยสัตว์ป่าและพืชหายาก กว่า 700 สายพันธุ์
ตำนาน: บนเกาะเล็กกลางทะเลอาหรับ พระเจ้าผู้สร้างได้รังสรรค์โลกใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตสวยงามน่าหลงใหล และ “มังกร” คือสัตว์ที่บรรจงสร้างให้งดงามที่สุด เปรียบได้กับ ราชาแห่งเกาะ รูปร่างอัศจรรย์แต่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความโหดร้าย หลักจากนั้นหลายปี พระเจ้าลงมาเยือนเกาะแห่งนี้ แต่กลับไม่พบสิ่งมีชีวิตใดหลงเหลืออยู่ เพราะถูกเจ้ามังกรเขมือบไม่เหลือซาก ด้วยความโกรธา พระเจ้าจึงเสกมังกรยักษ์ให้กลายเป็นต้นไม้ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Dragon tree หากลองกรีดเปลือกไม้ เลือดของมังกรจะไหลรินออกมา
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าฝากปลาย่างไว้กับแมว

สถานที่แปลก : 3. Uluru (Ayer’s Rock), Australia

ข้อมูล: Uluru โขดหินสีแดงขนาดมหึมา ไพศาลกว่าเกาะ ตั้งอยู่ใจกลางประเทศออสเตรเลีย
ตำนาน: ชนเผ่าผู้อยู่อาศัยกำลังจะตาย เนื่องจากสภาพอากาศกลางทะเลทรายอันร้อนแรง แสงอาทิตย์สาดบดบังเมฆ น้ำระเหยแห้งเหือด มวลมนุษย์จึงสวดอ้อนวอน “เทพแห่งสายฝน” ด้วยความเมตตา เธอจึงสัญญากับทุกคนว่าจะสร้าง “ทะเลสาบอันกว้างใหญ่” ซึ่งแสงแดดจะไม่ส่องถึง จึงปล่อยสายฝนสาดกระหน่ำ แต่กลับเกิดการเติบโตของก้อนหินยักษ์กลางทะเลทราย ท่ามกลางความสงสัยของชนเผ่า แต่สุดท้ายก็ตระหนักได้ถึงกระบวนการทางธรรมชาติ ว่าแท้จริงแล้วนั้น โขดหิน Uluru เกิดจากปริมาณน้ำฝนจำนวนมากที่ไหลและแทรกตัวอยู่ในผืนทราย ก่อตัวกันดันมวลดินทรายจากรากลึกให้ผุดขึ้นสู่ท้องฟ้า หรืออีกนัยหนึ่ง Uluru คือทะเลสาบที่ถูกแปรสภาพ
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ธรรมชาติมีความลับมากมายที่จะบอก แต่จะมีสักกี่คนที่ตั้งใจฟัง

สถานที่แปลก : 2. Cave of Crystals, Naica, Mexico

ข้อมูล: ถ้ำคริสตัล แห่ง Mexico ประกอบด้วย กลุ่มคริสตัลธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สุกสว่างด้วยลำแสงจากแร่ยิปซั่ม ซึ่งยาวถึง 36 ฟุต
ตำนาน: ชาวนาผู้ยากจนคนหนึ่งได้ช่วยชีวิตเด็กหญิงซึ่งกำลังจะจมน้ำ และพบว่าเธอไม่ใช่เด็กหญิงธรรมดา แต่กลับเป็น “เทพธิดาแห่งดวงดาว” เหมือนฟ้ามาโปรดชาวนา เทพธิดามอบของตอบแทนเป็นคริสตัลอันล้ำค่าจำนวนมหาศาล ชาวนาดีใจอย่างล้นเหลือ และกลัวว่าใครจะมาขโมยไป เขาจึงขอร้องให้เธอช่วยซ่อนสมบัติของเขาไว้ในถ้ำลึก ห่างไกลจากสายตาผู้คน เม่ือเวลาผ่านไป ชาวนาผู้นั้นแก่ตัวลงและความจำเริ่มเลอะเลือน จนกระทั่งมาถึงวันสุดท้าย เมื่อเขากำลังจะตาย เขาเรียกญาติทุกคนมาเพื่อจะบอกเรื่องสำคัญนี้ แต่ความทรงจำกลับไม่มีเหลือ คริสตัลเหล่านั้นจึงถูกฝังไว้ในถ้ำตลอดกาล
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ทรัพย์สินมากมาย ตอนตายเอาไปไม่ได้สักชิ้น

สถานที่แปลก : 1. Blue Hole, Belize

ข้อมูล: Blue Hole หลุมสีฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นหลุมลึกกลางทะเล และเป็นหนึ่งในเขตดำน้ำที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก
ตำนาน: ย้อนกลับไปเมื่อครั้งโลกถูกปลกคลุมด้วยน้ำแข็ง มีกลุ่ม “เสือเขี้ยวโง้ง” อาศัยอยู่ในแอ่งถ้ำลึก ซึ่งเสือใช้เป็นหลุมหลบภัยจากศัตรูร้าย และกลายเป็นที่พำนักจากรุ่นสู่รุ่น จากนั้นหนึ่งปีสัตว์ป่าอื่นๆ ผ่านมาเตือนพวกเสือถึงภัยทะเลที่กำลังจะมาถึง ให้ย้ายถิ่นฐาน แต่ไม่เป็นผล เสือเขี้ยวโง้งไม่เชื่อคำลือต่างๆ และมั่นใจในความปลอดภัยและแข็งแรงของถ้ำ ต่อมาด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้น สัตว์น้อยใหญ่จึงตื่นตระหนกพากันวิ่งหนีจ้าละหวั่น พวกเสือเงยหน้ามองจากถ้ำ และนึกขำ ไม่ใส่ใจกับเหตุการณ์ต่างๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมาถึงคราวเคราะห์ คลื่นยักษ์จากมหาสมุทรถาโถมเข้าใส่และท่วมมิดแอ่งถ้ำที่พวกเสืออาศัยอยู่ภายในเวลาไม่กี่วินาที ดับอนาถทุกชีวีต “เสือเขี้ยวโง้ง”
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าทำตัวเป็นกบในกะลา 

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปริศนาเรือโนอาห์


ในพระคัมภีร์ของสามศาสนาที่ยิ่งใหญ่ซึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนตะวันออกกลางอันได้แก่ศาสนา จูเดอิซึ่ม คริสต์ อิสลามได้ปรากฏเรื่องราวของเหตุการณ์อุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ชื่อของ “โนอาห์ (Noah)” ยังคงถูกจารึกและเป็นที่เล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้เรื่องราวนี้ยังคงเป็นปริศนาสำหรับชนรุ่นหลังว่า เคยมีเหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงเช่นนั้นจริงหรือไม่? เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้น ณ ที่ใด ?
ดร. โรเบิร์ต บัลลาร์ด (Dr. Robert Ballard)ผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจใต้ท้องทะเลซึ่งเป็นผู้ที่ได้จารึกประวัติศาสตร์การค้นพบอันยิ่งใหญ่ โดยการค้นพบซากเรือไททานิค (Titanic) ที่จมสงบนิ่งอยู่ ณ พื้นมหาสมุทรแอตแลนติก (Atlantic Ocean)ได้เดินทางมายัง “ทะเลดำ (Black Sea)” ตามคำเชิญชวนอันแสนเย้ายวนใจของผืนน้ำที่ได้ซุกซ่อนความลับเอาไว้อย่างมากมายการเดินทางของ ดร. บัลลาร์ด เริ่มต้นจากความปรารถนาที่จะค้นพบซากเรือไม้โบราณที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้อยู่อย่างสมบูรณ์ภายใต้น้ำทะเลที่เป็นพิษด้วย “ไฮโดรเจน ซัลไฟด์ (Hydrogen Sulfide)”ซึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดอาศัยอยู่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ปลวกแห่งทะเลจอมทำลายเนื้อไม้ซึ่งจะกัดกินทุกอย่างที่เป็นสิ่งชีวภาพแรงปรารถนาของ ดร. บัลลาร์ด ได้ถูกจุดประกายโดยหนังสือของนักสมุทรศาสตร์ที่มีนามว่า “วิลลาร์ด บาสคอม (Willard Bascom)” ซึ่งได้บรรยายองค์ประกอบอันสุดแสนพิเศษของทะเลดำไว้ในหนังสือเล่มนั้น
แต่ก่อนหน้าการเดินทางเพียงไม่นาน ความสนใจของ ดร. บัลลาร์ด ก็ถูกหันเหไปโดยหนังสือของสองนักธรณีวิทยาผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ที่มีนามว่า “วิลเลี่ยม ไรอัน” และ “วอลเตอร์ พิทแมน” ซึ่งได้นำเสนอทฤษฎีใหม่ที่น่าสนใจเกี่ยวกับกำเนิดของทะเลดำแห่งนี้
ทฤษฎีดังกล่าวได้เสนอถึงจุดกำเนิดของทะเลดำว่าทะเลแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ซึ่งผู้ที่รอดชีวิตก็ได้บอกเล่าเรื่องราวในครั้งนั้นสืบทอดกันมาหลายต่อหลายรุ่น จนกระทั่งได้ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร – ซึ่งก็คือเรื่องราวของ โนอาห์ และเรือของเขา
ไรอัน และ พิทแมน ได้สันนิษฐานถึง การเกิดน้ำท่วมครั้งยิ่งใหญ่ในปลายยุคน้ำแข็งสุดท้าย เมื่อราวๆ 12,000 ปีก่อน พวกเขาได้ค้นพบตำนานที่มีความคล้ายคลึงกับเรื่องราวของโนอาห์อย่างน่าประหลาด ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เล่าขานกันในตะวันออกกลาง ก่อนที่เรื่องของโนอาห์จะถูกบันทึกไว้เมื่อ 700 ปีก่อนคริสตกาล
ก่อนหน้าการบันทึกตำนานเรื่องโนอาห์ราว 1 พันปี ชาวสุเมเรียน (Sumerians) ได้บันทึกมหากาพย์เรื่อง “กิลกาเมช (Gilgamesh)” และมีการบรรยายถึงอุทกภัยครั้งร้ายแรง ในเรื่อง กิลกาเมชได้พบกับผู้รอดชีวิตจากอุทกภัยครั้งใหญ่ ที่ได้รับคำเตือนจากพระผู้เป็นเจ้าว่า จะมีน้ำท่วมเกิดขึ้น, จงเร่งสร้างเรือ, ให้นำครอบครัว และฝูงสัตว์มาไว้ที่เรือ และอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ตามมาด้วยฝนและลมพายุ ที่ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้นผู้รอดชีวิต อันได้แก่ ครอบครัว และเรือของเขา รวมถึงเหล่าสรรพสัตว์ที่ได้โดยสารมาบนเรือด้วย
เราจะเห็นได้ถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างเรื่องราวของ กิลกาเมช และ โนอาห์ ซึ่งต่างก็กล่าวถึงชายที่ถูกสั่งให้สร้างเรือขนาดใหญ่ และนำสัตว์ขึ้นไปไว้บนเรือ, อุทกภัยที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง รวมไปถึงน้ำท่วมที่ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างไปทั่วโลก แม้แต่เรื่องของการปล่อยนกพิราบ สิ่งนี้เองที่เป็นแรงดึงดูดให้ ไรอัน และ พิทแมน ให้ความสนใจกับทะเลในแถบตะวันออกกลาง โดยครั้งนี้ได้พุ่งเป้ามาที่ ทะเลดำ
ไรอัน และ พิทแมน เคยได้รับเชิญให้เข้าร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์รัสเซีย ในปีคริสตศักราช 1993 ในการเดินทางไปตรวจสอบทะเลดำ ซึ่งก็ทำให้พวกเขา ได้พบสิ่งที่ยืนยันว่า ทะเลดำซึ่งแต่เดิมเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดเพียง 2 ใน 3 ของปัจจุบัน ซึ่งในยุคน้ำแข็งสุดท้าย แผ่นดินนั้นอุ่นขึ้น จึงทำให้ทะเลสาบเหือดแห้งลงไป และได้ทิ้งคราบไว้ นั่นก็คือ การพบคราบดังกล่าวที่ความลึกลงไป 90 เมตร, 110 เมตร และลึกที่สุดอยู่ที่ 156 เมตร ใต้ท้องทะเลดำ
นอกจากนี้ เขายังพบหลักฐานการปรากฏตัวของสัตว์น้ำเค็ม ในที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทะเลสาบน้ำจืดอีกด้วย ผลจากการพิสูจน์นั้นแสดงออกมาว่า หอยน้ำเค็มล้วนแต่ปรากฏตัวขึ้นทุกระดับความลึกของทะเลดำ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็คือเมื่อ 7,600 ปีก่อนจากทฤษฎีของ ไรอัน และ พิทแมน ก็ทำให้ภารกิจของ ดร. บัลลาร์ด ณ ทะเลดำแห่งนี้มีถึง 2 ภารกิจด้วยกันนั่นก็คือการค้นหาหลักฐานของการที่เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ และการค้นหาซากเรือโบราณ
เขาเริ่มต้นด้วยการสำรวจแนวชายฝั่งเก่าแก่ ด้วยการใช้โซน่าร์กวาดผ่านไปทั่วบริเวณ โดยมีเป้าหมายในการค้นหารูปแบบของสิ่งก่อสร้าง โครงสร้าง หรือรั้ว และอื่นๆ ที่จะดึงดูดให้เข้าไปค้นหาเพิ่มเติม
แล้วเขาก็ได้รับสัญญาณเสียงสะท้อนโซนิก ตรวจพบวัตถุที่ก้นทะเล เขาจึงตัดสินใจหย่อน “อาร์กัส (Argus)” ซึ่งเป็นกล้องเคลื่อนที่ลงไป และ ดร. บัลลาร์ด พร้อมทั้งทีมงานก็ได้เห็นชิ้นส่วนของไม้ที่อยู่ลึกลงไป 100 – 155 เมตร พร้อมทั้งซากของสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะที่พักอาศัยฝีมือมนุษย์
ดร. บัลลาร์ด ไม่ได้คาดหวังที่จะพิสูจน์เรื่องราวในพระคัมภีร์ หากแต่ว่าเขากำลังตามรอยประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทว่า ถ้าเขาสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ผู้คนเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อนที่จะถูกน้ำท่วม สิ่งนี้ก็จะเป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่ของเขา
หลังจากการส่ง อาร์กัส ลงสู่พื้นทะเลแล้ว ดร. บัลลาร์ด ตัดสินใจส่งยานดำน้ำที่ไม่มีคนบังคับชื่อ “ลิตเติ้ล เฮิร์ค(Little Herc)” ลงไปเพื่อถ่ายภาพที่มีความคมชัดเป็นพิเศษและก็อาจจะเก็บตัวอย่างดินมาได้ด้วยสิ่งที่พวกเขาได้เห็นจากการถ่ายทอดของ ลิตเติ้ล เฮิร์ค ก็ได้เผยให้เห็นถึงรายละเอียดที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน
ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างฝีมือมนุษย์ จากนั้นก็ได้เก็บเอาดินขึ้นมาเพื่อทำการตรวจสอบทางด้านโบราณคดี รวมทั้งซากชิ้นส่วนไม้ที่พบด้วย และความพยายามของพวกเขาก็ประสบผลสำเร็จ เพราะผลจากการตรวจสอบดินนั้น ยืนยันแนวคิดที่ว่า เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ถึงแม้ว่าชิ้นส่วนไม้นั้นจะเป็นของในยุคใหม่อายุราว 200 ปีก่อน

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

ทำไมห้องผ้าตัดต้องใส่ชุดสีเขียว??

cover

ในอดีตหมอผ่าตัดไม่ได้มีแบบฟอร์มชุดสำหรับเข้าผ่าตัดเป็นจริงเป็นจังสักเท่าใด บางครั้งอาจสวมแค่ผ้ากันเปื้อนเพื่อป้องกันเลือดเปื้อนเสื้อผ้า ทั้งยังทำการผ่าตัดด้วยมือเปล่า ไม่สวมถุงมือ อุปกรณ์การผ่าตัดก็ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ จึงไม่แปลกที่การผ่าตัดในสมัยก่อนจะดูอันตรายถึงชีวิต

จนล่วงเข้าสู่ปี ค.ศ. 1918 ซึ่งไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สเปน แพร่ระบาด คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย หมอ่าตัดจึงสวมผ้าปิดปากซึ่งทำจากผ้าตาข่ายโปร่งๆ แต่ก็ไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาเดียวกัน หมอผ่าตัดก็เริ่มสวมถุงมือยาง จนล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 1940 ก็หมอผ่าตัดก็เริ่มรู้จักการฆ่าเชื้อ จึงสวมชุดผ่าตัดซึ่งผ่านการฆ่าเชื้อในการผ่าตัดทุกครั้ง แต่ในตอนนั้นชุดผ่าตัดยังเป็นสีขาว ไม่ใช่สีเขียว หรือสีฟ้า อย่างที่เห็นในปัจจุบัน



ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สเปน



อย่างไรก็ดี ห้องผ่าตัดนั้นเป็นสีขาว ไฟในห้องก็สว่างเจิดจ้า จึงทำให้ตาพร่ามัว เสียสมาธิในการผ่าตัด ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนสีชุดผ่าตัดจากสีขาวเป็นสีเขียว หรือสีฟ้า เนื่องจากการมองเห็นสีเขียว หรือสีฟ้าช่วยให้หมอผ่าตัดมองเห็นชัดเจนขึ้น ทั้งยังทำให้รู้สึกสดชื่น เพราะได้พักสายตาจากสีแดงจากเลือดของคนไข้ในระหว่างผ่าตัด เหตุผลอีกข้อคือ สมองของมนุษย์มีการตีความสีที่เห็นใกล้เคียงกัน ยกตัวอย่างเช่น หากหมอผ่าตัดต้องจ้องมองสีที่ใกล้เคียงกัน เช่น สีชมพู และสีแดง ก็จะทำให้ตอบสนองช้าลง

นอกจากนี้ การจ้องมองสีแดงจากเลือดของคนไข้นานๆ แล้วละสายตาไปมองพื้นสีขาวของห้องผ่าตัด หรือชุดผ่าตัดสีขาวก็จะทำให้เห็นสีเขียวลอยเด่นขึ้นมา ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกว่า Afterimage หรือภาพติดตา ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราจ้องสีใดสีหนึ่งเป็นเวลานาน เมื่อละสายตาก็จะปรากฏสีตรงข้ามกับสีนั้นโผล่ขึ้นมาแทนที่

อย่างไรก็ดี การสวมชุดผ่าตัดสีเขียว หรือสีฟ้า สามารถแก้ไขปรากฏการณ์ภาพติดตาได้ชะงัดนัก เนื่องจากสีฟ้านั้นมีสีเดียวกับภาพติดตาอยู่แล้ว ส่วนสีเขียวก็ไม่ทำให้เกิดภาพติดตาที่เด่นชัดจนทำลายสมาธิในการผ่าตัด ทั้งยังช่วยลดอาการเหนื่อยล้าของดวงตา และไม่ทำให้เลือดที่กระเด็นมาถูกชุดผ่าตัดเห็นเป็นสีแดงชัดเจน