วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เส้นทางที่

Passage du Gois Mont des Alouettes -- 191.5 กม.

สีเสื้อในวันนี้
 
 


อันดับเวลารวมของเสื้อเหลือง



 
 




ส่วนเวลารวมแบบทีมGarmin ยังที่หนึ่งเหมือนเดิม

 
 


ระยะทางสั้นกว่าวันที่ผ่านมาหน่อยนึง




ส่วนสภาพเส้นทาง ก็ได้โยกกันอีกแน่ๆ




กติกา
ที่มาครับ http://203.121.145.180/forum/viewtopic.php?f=60&t=311795
เท่าที่อ่านมาคร่าวๆนะครับสำหรับ TDF (Tour de France)
- เป็นการแข่งแบบบุคคลแต่นักแข่งต้องสังกัดทีม (จำนวนทีมเข้าแข่งขัน 20-22ทีม)
- ทีมที่จะเข้าแข่งขันต้องเป็นทีมที่ได้รับเชิญจากผู้จัดฯ
- แต่ละทีมมีนักปั่นทีมละ 9 คน ช่วยกันทำหน้าที่(ปั่น)ต่างๆกันไป
- แข่งขันกันในช่วงสามสัปดาห์ (21 วัน)
- แข่งวันละสเต็จทุกวัน (มีวันพัก 2 วัน) ระยะทางรวมประมาณ 3,200 ก.ม.
- แบ่งเป็นสเต็จทางเรียบประมาณครึ่งหนึ่ง, TT ทีม 1 สเต็จ, TT เดี่ยว 1 สเต็จ...ที่เหลือทางขึ้นเขา (เกือบสิบสเต็จ)
- ผู้ชนะประเภทเวลารวม (เสื้อเหลือง) คือผู้ทำเวลารวมได้น้อยที่สุด (บางสเต็จ/จุดพิเศษมีการลดเวลาให้ผู้เข้าเส้นชัยเป็นโบนัส)
- ผู้ชนะประเภทคะแนนรวม (เสื้อเขียว) คือผู้ทำแต้มสะสมสูงสุด โดยผู้ที่เข้าเส้นชัย 25 อันดับแรกในทุกสเต็จจะได้คะแนนสะสม
- ผู้ชนะในสเต็จขึ้นเขา (เสื้อลายจุด) คือผู้ทำคะแนนสะสมในสเต็จภูเขารวมสูงสุด
- ผู้ชนะที่อายุน้อยกว่า 25 (เสื้อขาว) ที่ทำเวลารวมดีที่สุดในกลุ่มนักปั่นอายุน้อย
- ผู้ชนะประเภททีมคือนับเวลารวมของคนที่ดีที่สุดสามคนแรกของแต่ละสเต็จ
- ผู้ชนะประเภท Super Combativity คือนักปั่นที่ปั่นได้ดุเดือด (break-away?)

ประวัติการแข่งจักรยาน Tour de France

การแข่งจักรยาน Tour de France คือการแข่งจักรยานทางไกล ที่มีระยะทางประมาณ 3,600 กม.
ใช้เส้นทางบนถนนของประเทศฝรั่งเศล และประเทศใกล้เคียงเป็นสังเวียนอันดุเดือด
กินระยะเวลา 3 สัปดาห์ การแข่งจะแบ่งออกเป็นช่วงๆในแต่ละวัน เรียกว่า "เสตจ"
เวลาของแต่ละวันจะถูกบันทึกเอาใว้ ซึ่งผุ้แข็งแกร่งที่สุด ทำเวลารวมทุกเสตจได้น้อยที่สุด
จะเป็นผู้ชนะการแข่งรายการนี้ ได้ถือครองเสื้อเหลือง อันเป็นเกียรติยศสูงสุดของโลกจักรยาน


การแข่งขันจะใช้เส้นทางแตกต่างกันทุกปีไม่ เหมือนกัน แต่นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 เป็นต้นมา
เส้นชัยสุดท้ายจะอยู่ที่ถนน Champs-Élysées ถนนเส้นที่สวยที่สุดในโลกกลางกรุงปารีส
 ถือเป็นไคลแมกซ์สุดท้ายก่อนสิ้นสุดชัยชนะต่อหน้าประตูชัยที่ตั้งตระหง่าน เ
ป็นสักขีพยานแด่ผู้แข่งขันทั้งหมดที่ฝ่าฟันการเดินทางสุดโหดมาได้สำเร็จ

Tour de France สมัยใหม่ ถูกแบ่งออกเป็นเสตจต่างๆ 21 เสตจ มีระยะทางรวมไม่เกิน 3,500 กม.
ซึ่ง การแข่งที่ยาวที่สุดเคยเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1926 มีระยะทางทั้งสิ้น 5,745 กม.
 และการแข่งที่สั้นที่สุดมีระยะทางเพียง 2,420 กม. เมื่อปี ค.ศ.1904 การแข่งจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง
 คั่นด้วยวันพัก 2 วัน โดยปกติแล้ววันพักดังกล่าวคือวันที่ผู้จัดออกแบบมาเพื่อสำหรับการขนส่งนัก
 กีฬาและทีมงานจากเมืองหนึ่งไปเริ่มต้นอีกเมืองหนึ่ง เพราะปกติรายการนี้ เมื่อสิ้นสุดที่เมืองใด
วันรุ่งขึ้นจะเริ่มต้นที่เมืองนั้นเดินทางต่อไปอีกเมืองหนึ่ง เส้นทางโดยรวมของการแข่งขัน
 คือการวนรอบฝรั่งเศสและประเทศใกล้เคียงแบบตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกา
ความโหดเทียบได้กับการวิ่งมาราธอนติดกันทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์
และหากนำความสูงที่ได้จากการไต่เขาทุกลูกมารวมกันก็จะได้ความสูงยิ่งกว่าการ
ไต่ยอดเขาเอฟเวอเรส 3 ลูกต่อกัน
เมื่อย้อนอดีตกลับไป Tour de France เริ่มกำเนิดมาจากไอเดียของนักเขียนบทความ
กีฬาหนุ่ม Géo Lefèvre ที่เพิ่งเข้ามาทำงานกับหนังสือพิมพ์หัวเล็กๆชื่อว่า L'Auto ได้ไม่นาน 
ช่วยหาทางออกทางด้านยอดขายให้แก่หนังสือพิมพ์ที่ต้องการขยายยอดขายของตนสู้
กับคู่แข่งยักษ์ใหญ่รายอื่นๆให้ได้ ในปี 1903 ในเวลานั้นการแข่งจักรยานก็ได้รับความนิยมอย่างสูงอยู่แล้ว L'Auto เ
องก็หวังว่าการจัดการแข่งขันระยะทางไกลขนาดใหญ่ น่าจะดึงดูดความสนใจจากผู้คนให้ติดตามอ่านการแข่งนี้ได้ไม่ยากนัก

การ แข่งครั้งแรก ถูกวางแผนจัดขึนบนเส้นทาง 6 เสตจตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ถึง 5 มิถุนายน 
เริ่มต้นจากกรุงปารีสไปสู่เมืองลียง, มัคเซล์, บอคโดวซ์, นองซ์ ก่อนจะกลับมาสิ้นสุดที่กรุงปารีส
การแข่งขันใช้ระยะเวลาทั้งกลางวันและกลางคืนก่อนจะมีเวลาพักนิดหน่อยระหว่าง
วันแล้วเริ่มต้นเดินทางต่อ ด้วยความโหดเช่นนี้ทำให้มีผุ้สมัครเข้าร่วมเพียง 15 คน 
การแข่งขันจึงถูกแก้ไขเป็น 19 วันเริ่มต้นจากวันที่ 1 กรกฏาคม ไปสิ้นสุดวันที่ 19 กรกฏาคม 
และผู้ที่สิ้นสุดได้ 50 อันดับแรกจะได้ของแถมเป็นเงินโบนัสวันละ 5 ฟรังซ์ พร้อมทั้งลดค่าสมัครจาก 20 ฟรังซ์ เป็น 10 ฟรังซ์ 
เท่านั้นยังไม่พอ เพิ่มเงินรางวัลสำหรับผุ้ชนะเลิศสูงถึง 12,000 ฟรังซ์ ไม่รวมผุ้ชนะแต่ละวันจะได้เงินรางวัล 3,000 ฟรังซ์
อีกต่างหาก ดึงดูดนักจักรยานทั้งมืออาชีพและนักปั่นสมัครเล่น ไปจนถึงนักพจญภัยแสวงโชคเข้าร่วมการแข่งครั้งแรกถึง 80 คน
เวลา 15.16 ของวันที่ 1 กรกฏาคม ปีนั้นเอง การแข่งขัน Tour de France
ครั้งแรกได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป้นทางการที่ผมู่บ้านชานกรุงปารีส หนังสือพิมพ์ L'Auto ได้บรรยายใว้ว่า
"สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีต่างโบก หมวกและร่มในมือเง้ารอคอยสัมผัสมัดเกล้ามที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าของผู้ชนะ
ที่จะถือรางวัลที่หนึ่ง ณ. เส้นชัยที่มีแต่ผู้เหนือมนุษย์จะไปถึงได้"
Maurice Garin หนุ่มชาวฝรั่งเศสวัย 32 ปี ทำเวลารวมจากทุกวันได้น้อยที่สุดด้วยความเร็วเฉลี่ย 25.68 กม./ชม.
คว้าชัยการแข่ง Tour de France ครั้งแรกได้สำเร็จ และนักแข่งคนสุดท้ายที่จบการแข่ง คนที่ 64 
ใช้เวลาช้ากว่าผู้ชนะ 64 ชั่วโมง 47 นาที 22 วินาที

กติกาการแข่งขันในระยะแรกใช้เวลาเป็นตัวตัดสินหาผู้ชนะ จนกระทั่งปี ค.ศ.1906-1912 
ผู้ชนะตัดสินจะคะแนนที่ได้จากอันดับการเข้าเส้นชัยในแต่ละเสตจเป็นหลัก 
นอกจากนี้ในระยะแรกผู้จัดยังต่อต้านจักรยานที่มีระบบเกียร์ รวมถึงการแข่งขันแปลกๆอย่างในปี ค.ศ.1936 
ที่ในหนึ่งวันมีการแข่งขันถึง 3 เสตจ และต้นกำเนิดการแข่งนี้มุ่งเน้นถึงความสำเร้จของตัวบุคคลมากกว่า 
แม้ว่านักกีฬาจะเข้าแข่งเป็นทีม แต่ห้ามเข้าช่วยเหลือกัน จักรยานที่ใช้นั้นก็ต้องเป็นคันเดียวกันตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายห้าม 
เปลี่ยนจักรยานระหว่างการแข่งขัน นักแข่งต้องแก้ปัญหาต่างๆด้วยตัวเองทั้งหมด ยิ่งกว่านั้น 
การแข่งขันไม่สนับสนุนให้มีระบบสปอนเซอร์ นักแข่งต้องไม่แสดงยี่ห้อของจักรยานในการแข่งขัน Tour de France ยุคเริ่มแรก
 ถึงขนาดในปี ค.ศ.1930 การแข่งขันระบุให้ผุ้เข้าแข่งขันใช้จักรยานสีเหลืองล้วนทุกคน 
ซึ่งกติกาก็อนุโลมให้นักแข่งที่โดนตัดออกหรือทิ้งห่างในวันหนึ่ง สามารถร่วมแข่งต่อเพื่อลุ้นแย่งรางวัลประจำวันได้ 
แต่ไม่สามารถมีส่วนร่วมในรางวัลผู้ชนะเวลารวม

   ทุกวันนี้กติกาของการ แข่งขันเปลี่ยนไปจากเริ่มต้นหลายประการ 
รูปแบบการแข่งปรับให้ทันสมัยตามยุคต่างจากมือผู้จัดรายหนึ่งไปสู่อีกยุุคของ 
ผู้จัดรายใหม่ ทุกวันนี้การแข่งขัน Tour de France มีรางวัลสำหรับชิงชัย 2 ประเภทหลักๆได้แก่
1)รางวัลผู้ชนะในแต่ละวัน
การแข่งจักรยานทางไกลรายการนี้ เน้นการแข่งแต่ละเสตจหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวสำหรับแต่ละวัน 
ไม่มีรางวัลที่ 2 และ 3 สำหรับผู้แพ้ มีเพียงคนแรกคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถข้ามเส้นชัยในแต่ละเสตจได้ก่อน จะได้รับรางวัลนี้
2)รางวัลรวม จากทุกเสตจ
ตลอดเส้นทางการแข่งขัน จะมีการรวมเวลา และแต้มชนิดต่างๆเก็่บใว้ตลอด
 ผู้ที่ทำเวลาสะสมน้อยที่สุด หรือถือแต้มพิเศษมากที่สุดในแต่ละชนิดจะเป็นผู้นำในแต่ละรางวัล
 ซึ่งแบ่งย่อยออกได้เป็น 4 ประเภทดังนี้
ผู้นำเวลารวม
maillot jaune หรือเสื้อเหลือง คือสัญลักษณ์ของผู้นำที่ทำเวลารวมน้อยที่สุดของการแข่งขัน
ใครที่แข่งโดยสวมเสื้อสีนี้อยู่ คือผู้ที่กำลังทำเวลาได้ดีที่สุด
การ แข่งครั้งแรกยังไม่มีเสื้อเหลืองเป็นสัญลักษณ์ แต่ใช้ปลอกแขนสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำเวลารวม 
เสื้อเหลืองถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ครั้งแรกในปี ค.ศ.1919 และผู้ใดที่จบการแข่งวันสุดท้ายพร้อมกับเสื้อเหลือง 
คือผู้กำชัยชนะเหนือคู่ต่อสู้ทั้งหมดในการแข่งขัน
ผู้ชนะที่มีอายุน้อย ที่สุดได้แก่ Henri Cornet ชนะด้วยวัยเพียง 19 ปี เมื่อปี ค.ศ.1904 
และผู้ชนะที่มีอายุมากที่สุดได้แก่ Firmin Lambot เมื่อปี ค.ศ.1922 ด้วยอายุถึง 36 ปี

๐ผู้ชนะคะแนนสะสม
เสื้อ maillot vert หรือเสื้อสีเขียว เป็นสัญลักษณ์สำหรับผู้นำคะแนนโบนัสการสปรินท์ 
หรือเรียกว่า "สปรินท์พอยท์" โดยคะแนนจะให้ตามลำดับของผู้ที่ผ่านจุดสปรินท์พอยท์ซึ่งกระจายอยู่ตามระยะ 
ของการแข่งในแต่ละเสตจ และมีค่าคะแนนสูงสุดเมื่อเป็นเส้นชัยของเสตจ สปรินท์พอยท์จะพบได้มากกว่าในเสตจช่วงทางราบ 
เนื่องจากเป็นรางวัลที่มุ่งเน้นสำหรับนักแข่งที่เป้นสิงห์ทางเรียบโดยเฉพาะ ซึ่งชนิดของเสตจและอันดับคะแนนเป็นดังนี้
Flat stages
35, 30, 26, 24, 22, 20, 19, 18, 17, 16, 15, 14, 13, 12, 11, 10, 9, 8, 7, 6, 5, 4, 3, 2 และ 1 คะแนน
 สำหรับ 25 คนแรกที่เข้าเส้นชัยตามลำดับ
Intermediate stages
25, 22, 20, 18, 16, 15, 14, 13, 12, 11, 10, 9, 8, 7, 6, 5, 4, 3, 2, 1 คะแนน 
สำหรับ 20 คนแรกที่เข้าเส้นชัยตามลำดับ
High-mountain stages
20, 17, 15, 13, 12, 10, 9, 8, 7, 6, 5, 4, 3, 2, 1 คะแนน สำหรับ 15 คนแรกที่เข้าเส้นชัยตามลำดับ
Time-trials
15, 12, 10, 8, 6, 5, 4, 3, 2, 1 คะแนน สำหรับ 10 คนแรกที่เข้าเส้นชัยตามลำดับ
สำหรับสปรินท์พอยท์ในแต่ละจุดของเสตจต่างๆจะให้คะแนน 6,4 และ 2 คะแนนสำหรับ
นักแข่ง 3 คนแรกที่ผ่านจุดสปรินท์พอยท์นั้น
หากนักแข่งสองคน มีแต้มสะสมเท่ากันจะตัดสินโดยจำนวนขงเสตจที่นักแข่งชนะนำมาเทียบกัน 
หากเท่ากันก็จะเทียบจากจำนวนจุดสปรินท์พอยท์ที่นักแข่งชนะ และสุดท้ายหากยังไม่สามารถตัดสินผู้ชนะในการชิงชัยเสื้อเขียว 
จะใช้อันดับเวลารวมของนักแข่งที่เป็นปัญหามาตัดสินผู้ครองเสื้อเขียว
การ ให้รางวัลสำหรับสปรินท์เริ่มต้นครั้งแรกในการแข่ง Tour de France เมื่อปี ค.ศ.1953 
เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของการจัดการแข่งขัน แรกเริ่มถูกเรียกว่า "Grand Prix du Cinquentenaire" 
ผู้คว้าชัยเกียรติยศรางวัลนี้เป็นคนแรกได้แก่ Fritz Schär


14 กรกฎาคม' วันชาติฝรั่งเศส



          
          
วันชาติฝรั่งเศสตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี
ซึ่งถือเป็นวันแห่งการปฎิวัติการปกครองจากระบบเจ้าขุนมูลนายไปสู่
การปกครองในระบอบสาธารณรัฐ 

โดยประชาชนทั่วทั้งประเทศได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองแบบยุกโบราณจนกระทั้ง
ได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรก
จากบุกเข้าทลายคุกบาสติลที่เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ประชาชน
เมื่อ 209 ปีก่อนและนำไปสู่การล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สำเร็จ โดยสมัชชาแห่งชาติ
ได้กำหนดโครงสร้างกฏหมายฉบับใหม่ที่ยกเลิกการให้ความมีเอกสิทธิ์
ขจัดเรื่องสินบนและล้มเลิกระบบฟิวดัล(ระบบศักดินา) จากนั้นต่อมาจึงมีการจัดงานฉลองแห่งชาติ
ขึ้นเรียกว่า "The Feast of the Federation" เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี
ของเหตุการณ์จลาจลที่กองกำลังแห่งชาติจากทั่วประเทศได้เดินทางรวมพลกันที่
 "Champs-de-Mars" ในกรุงปารีส

       แต่พอหลังจากนั้นการจัดงานฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ของวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2332
 ก็ต้องหยุดไปเนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศยังคงไม่สงบเกิดสงครามปฏิวัติ
ขึ้นหลายครั้งในช่วงระยะเวลาปี พ.ศ.2335-2345 และมาในสมัย "the Third Republic*"
นี้เอง รัฐบาลจึงได้มีความคิดที่จะรื้อฟื้นการจัดงานเฉลิมฉลองวันชาติฝรั่งเศสขึ้นมาใหม่
โดยมีการผ่านร่างกฎหมายฉบับเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2423 ขึ้นมา ซึ่งกำหนดให้
วันที่ 14 กรกฎาคม ของทุกปีเป็น "วันชาติฝรั่งเศส"และได้จัดงานเฉลิมฉลองครั้งแรกขึ้นในปี
เดียวกันนั้น

       ทั้งนี้งานจะเริ่มตั้งแต่ค่ำของวันที่ 13 โดยจะมีการแห่คบเพลิงและล่วงเข้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อระฆังตามโบสถ์วิหารต่าง ๆ หรือเสียงปืนดังขึ้นนั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่างานฉลองได้
เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ เริ่มจากริ้วขบวนการสวนสนามของเหล่าทัพ
จากนั้นเมื่อถึงช่วงเวลากลางวันประชาชนจะร่วมฉลองด้วยการเต้นรำอย่างรื่นเริงสนุกสนาน
ไปตามท้องถนนและมีการจัดเลี้ยงกันอย่างเอิกเกริกจนถึงเวลาค่ำ
ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการจุดพลและการละเล่นดอกไม้ไฟที่ถือประเพณีปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้นยังมีสิ่งสร้างความบันเทิงอื่น ๆ อีกมากมายที่จัดขึ้นทั่วประเทศทั้งการจัดการแข่งขันกีฬา
การจัดนิทรรศการ งานแสดงสินค้า โดยไม่มีชาวฝรั่งเศสคนใดจะละเลยไม่นึกถึง
และร่วมฉลองในวันสำคัญที่
ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศครั้งนี้

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

"กุหลาบแห่งแวร์ซาย"

ประวัติของ มารี อองตัวเนต "กุหลาบแห่งแวร์ซาย"
 
ตุลาคม ค.ศ. 1793 (พ.ศ. 2336) ปิดฉากชีวิตในแวร์ซายส์ของ มารีอองตัวเนต (Marie Antoinette) ราชินีแห่งฝรั่งเศสที่ฝูงชนแสนเกลียดชัง

           มาเรีย แอนโทเนีย โจเซปปา โจฮันน่า (Maria Antonia Josepha Johanna)ประสูติเมื่อ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1755 (พ.ศ. 2298) ณ กรุงเวียนนา (Vienna) เป็นธิดาองค์ที่ 15 ของสมเด็จพระจักรพรรดิฟรานซ์ที่ 1(Emperor Francis I) แห่งโรมัน ดยุคใหญ่แห่งแคว้นทัสคานี (แห่งราชสำนักลอเรนน์) กับสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถมาเรีย เทรีซา (Empress Maria Theresa)แห่งออสเตรีย มารี อองตัวเนตดำรงพระยศเป็น กษัตริย์ แห่งฮังการี และราชินีแห่งแคว้นโบฮีเมีย อาร์คดัชเชสแห่งออสเตรีย (แห่งราชสำนักฮับสบูร์ก) 

 
ภาพ  at the Palace of the Hofburg, Maria Antonia Josepha Johanna von Hapsburg-Lothringen, fifteenth child of the Holy Roman Emperor Francis I Stephen
ที่มา images.quickblogcast.com

 
           อาร์คดัชเชสมารี อองตัวเนต เติบโตขึ้นที่พระราชวังฮอฟบูร์ก (Hofburg Palace)ในกรุงเวียนนา และ ปราสาทชอนบรุนน์ พระนางใช้ชีวิตเจ้าหญิงแห่งฮังการีแบบอิสระ ถูกเลี้ยงดูมาแบบง่ายๆ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ไม่เข้มงวดดังเช่นราชนิกูลในราชสำนักฝรั่งเศส ในด้านการศึกษานั้น พระนางอ่านออกเขียนได้เมื่ออายุเกือบสิบชันษา เขียนภาษาเยอรมันได้บ้าง พูดภาษาฝรั่งเศสได้เพียงน้อยนิด แต่ยิ่งถ้าเป็นภาษาอิตาเลียนแล้วแทบจะไม่ได้เอาเสียเลย ส่วนทางด้านศิลปะ พระนางได้หัดเล่นฮาร์ปซิคอร์ด กับคีตกวีชื่อดัง คริสตอฟ วิลบัลด์ กลุค และเรียนนาฏศิลป์ฝรั่งเศสกับโนแวร์

 

ภาพ Hofburg palace
ที่มา travelpod.com

 
           เมื่อเจริญพระชนพรรษาขึ้น เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1769 (พ.ศ. 2312) มาร์กีแห่งดูร์ฟอร์ต ก็ได้มาสู่ขอพระนางเพื่ออภิเษกกับมกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศส ผู้เป็นหลานชายคนโตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15  แต่ทว่าการหมั้นในครั้งนั้นถูกต่อต้านจากกลุ่มคนจากฝ่ายฝรั่งเศส ถึงกับเรียกมารี อองตัวเนตว่า "ผู้หญิงออสเตรีย" 

 

ภาพ Marie Antoinette at the spinet
ที่มา filipspagnoli.files.wordpress.com

 
           ภายหลังที่พระนางประกาศสละสิทธิ์ในการเป็นอาร์คดัชเชสของราชสำนักออสเตรีย ก็ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมารฝรั่งเศส (พระเจ้าหลุยส์ที่ 16) ที่พระราชวังแวร์ซาย เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 1770 (พ.ศ. 2313)ท่ามกลางบรรยากาศที่อึมครึมไปด้วยกระแสต่อต้าน "ผู้หญิงออสเตรีย" ผู้นี้
           ด้วยพระชันษาเพียง 16 ปี  วุฒิภาวะในความเป็นสาววัยรุ่นของพระนาง ที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอภิเษกเพราะเหตุผลทางการเมืองระหว่างฝรั่งเศส-ออสเตรีย การที่จะต้องปรับตัวจากการที่ถูกเข้มงวดในพระราชพิธี และขนบประเพณีแบบฝรั่งเศส การไม่ได้รับการยอมรับจากพสกนิกรและชนชั้นสูงในราชสำนัก รวมทั้งไม่ได้รับการเหลียวแลจากมกุฎราชกุมารเท่าใดนัก (กว่าทั้งคู่จะเริ่มมีสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาอย่างแท้จริง ก็ล่วงเข้าปี พ.ศ. 2316) และต้องยอมรับว่าแรงกดดันเหล่านี้ส่งผลต่อการใช้ ชีวิตซึ่งมีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้พระนางเดินมาในเส้นทางที่กลายเป็นโศกนาตก รรมในเวลาต่อมา

 

ภาพ Marie Antoinette
ที่มา 1.bp.blogspot.com

 
           ในแวร์ซายส์พระนางใช้ชีวิต สะดวกสบาย หรูหรา แสนสิ้นเปลือง จัดงานเลี้ยงที่ฟุ้งเฟ้อบ่อยครั้ง ตั้งวงพนันกับราชนิกุลด้วยเงินเดิมพันจำนวนมหาศาล สร้างความอิจฉาริษยาให้แก่นางสนมและราชนิกูลพระองค์อื่นๆอย่างมาก 

 

ภาพ Marie Antoinette, Queen of France
ที่มา johnfenzel.typepad.com

 
           แต่กับความเดียวดาย พระนางต้องพึ่งพาที่ปรึกษาเพียงจากจดหมายตอบโต้กับพระมารดา และท่านเค้าท์แห่ง แมร์ซี-อาร์จองโต ผู้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตออสเตรียประจำกรุงปารีส ซึ่งจดหมายเหล่านี้เองที่กลายเป็นข้อมูลสำคัญที่จะอธิบายช่วงชีวิตของมารี อองตัวเนตภายหลังการก้าวเข้ามาสู่ราชสำนักฝรั่งเศส 
           ภายหลังจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศสเสด็จสวรรคตใน ค.ศ. 1774 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส ขึ้นครองราชย์ และพระนางมารี อองตัวเนต ได้ทรงขึ้นเป็นราชินีแห่งฝรั่งเศส (Queen of France and Navarre )พระนางยังคงใช้ชีวิตในแวร์ซายที่แวดล้อมไปด้วยพระสหายสนิทที่เป็นผู้ทรงศักดินาจำนวนหนึ่ง อย่างฟุ้งเฟ้อกับสิ่งบันเทิงเริงรมย์เช่นเคย นอกจากนี้ ยังกล่าวกันว่าพระนางพยายามมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือพระมหากษัตริย์ เห็นได้จากการที่แต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีหลายคนตามพระทัย หรือไม่ก็จากคำแนะนำของพระสหายสนิท จึงไม่แปลกที่กระแสต่อต้านพระนางจะเริ่มก่อตัวขึ้น

           กลุ่มคนที่ต่อต้านพระนาง ได้ใช้วิธีโจมด้วยการแจกใบปลิวกล่าวหาว่า พระนางมีชายชู้ หรือแม้กระทั่งมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสตรีด้วยกัน ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ว่าพระนางจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะต่อสู้กับกลุ่มที่ต่อต้าน แต่ทว่าก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

           ในวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1778 (พ.ศ. 2321) พระนางได้มีประสูติกาลพระธิดาองค์แรก มีพระนามว่า มารี-เทเรสแห่งฝรั่งเศส
และต่อมาในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1781 (พ.ศ. 2324) ก็ได้ให้กำเนิดเจ้าชายหลุยส์-โจเซฟ มกุฎราชกุมารและได้ได้ให้กำเนิดพระโอรสองค์ที่สองเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1785 (พ.ศ. 2328) มีพระนามว่าเจ้าชายหลุยส์-ชาร์ล ดำรงตำแหน่งดยุคแห่นอร์มงดี แต่ทว่าการมีประสูติกาลเหล่านี้ กลับนำปัญหามาให้พระนางตามมาด้วยถูกกล่าวหาว่า โอรสธิดานั้นไม่ได้มีเชื้อสายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถึงขนาดว่ามีเสียงร่ำลือว่าจะมีการพิสูจน์สายเลือดของโอรสธิดา

 

ภาพ Queen Marie-Antoinette and Her Children
ที่มา 
www.mentalfloss.com 

 
           พระนางยังมีเรื่องราวให้ผู้ที่ต่อต้านกล่าวถึงมากมาย ไม่ว่าจะการถูกกล่าวหาว่า พัวพันกับคดีกีเนส เรื่องอื้อฉาวในคดีสร้อยพระศอที่แม้ว่าพระนางจะไม่มีความผิดแต่ก็เสียพระเกียรติเป็นอันมาก การใช้จ่ายจำนวนมากในยามที่บ้านเมืองแร้นเเค้น ทั้งการใช้เงินจำนวนมากปรับปรุงพระตำหนักของพระนาง รวมทั้งเสียงประชดที่พระนางหลบไปใช้ชีวิตเลียนแบบธรรมชาติอย่างไร้เดียงสาที่พระตำหนักเปอติ ทรีอานง ที่สร้างเป็นหมู่บ้านชนบท มีฟาร์มขนาดเล็กในพระราชวังแวร์ซายที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 สร้างขึ้นเพื่อมอบให้กับพระนาง

 

ภาพ Louis XVI and Marie Antoinette with their Children at Versailles
October 6, 1789 by Gyula Benczur
ที่มา 
www.franceattraction.com 

 
           การต่อต้านทวีความรุนแรงขึ้น มีการแจกจ่ายหนังสือต่อต่านระบอบกษัตริย์  ตั้งราคาพระเศียรของมารี อองตัวเนต อีกทั้งกล่าวว่าพระนางต้องการลอบวางระเบิดรัฐสภาและต้องการส่งทหารเข้ามาในกรุงปารีส ประชาชนที่อดยากและไม่พอใจในการใช้จ่ายเงินทองที่ฟุ่มเฟือยในราสำนัก ประชาชนที่อดอยากจึงลุกฮือบุกเข้าไปในพระราชวัง และตามตามประกบระหว่างทางที่บรรดาเชื้อพระวงศ์เดินทางหนีภัยกลับกรุงปารีส พร้อมกับขู่พระนางมารี อองตัวเนต ว่า จะใช้เสาโคมในกรุงปารีสแขวนคอพระนาง

 

ภาพ Qu’ils mangent de la brioche (Let them eat cake)! Marie-Antoinette, Queen of France, when told that the poor had no bread
ที่มา filipspagnoli.files.wordpress.com

 
           ต่อมากลุ่มก่อการปฏิวัติบุกเข้าสู่ปารีส และสามารถจับกษัตริย์กับราชินีที่ได้หลบหนีไปได้ที่เมืองวาเรนน์-ออง-อาร์กอนน์ และได้นำตัวทั้งสองพระองค์กลับไปยังกรุงปารีส ในที่สุดพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ต้องยอมรับระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าทั้งสองพระองค์จะพยายามขอความช่วยเหลือจากราชวงศ์ต่างประเทศอย่างลับ ๆ ก็ไม่เป็นผล

           แต่ความวุ่นวายยังไม่สงบลงง่ายๆ ประชาชนชาวฝรั่งเศสได้ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐอีกครั้ง ความวุ่นวายเลวร้ายถึงขนาดมีการสังหารหมู่เชื้อพระวงศ์ ประชาชนกล่าวโทษว่าพระนางมารี อองตัวเนตเป็นผู้ทำให้เมืองหลวงนองไปด้วยเลือด และเรียกพระนางว่า "นางปิศาจ" หรือไม่ก็ "มาดามผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อกฎหมาย"
           และในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1793 (พ.ศ. 2336) สภาคณะปฏิวัติแห่งชาติฝรั่งเศสได้ลงมติให้ประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 16

           และในเวลาต่อมา พระนางมารี อองตัวเนตก็ได้ถูกตั้งข้อหาโดยศาลปฏิวัติว่าขายชาติกับประเทศมหาอำนาจต่างชาติพระนางถูกไต่สวนและถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาเป็นทรราชขั้นร้ายแรงและถูกบั่นพระเศียรด้วยกิโยติน(guillotine)  เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1793 (พ.ศ. 2336)โดยปฏิเสธจะสารภาพบาปกับบาทหลวงที่คณะปฏิวัติจัดหาให้ ศพของพระนางถูกฝังในหลุมฝังศพลา มาเดอเลน บนถนนอองจู-ซังต์-ตอนอเร และถูกย้ายไปฝังไว้ที่วิหารซังต์ เดอนีส์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคมค.ศ. 1815 (พ.ศ. 2358) 

 

ภาพ Marie Antoinette's execution on 16 October 1793
ที่มา upload.wikimedia.org

 
ละแล้ว“กุหลาบแห่งแวร์ซาย” ดอกนี้ก็ถึงคราวต้องร่วงโรย

"ดิกชันนารี ฉบับ แม็คฟาร์แลนด์"

"ดิกชันนารี ฉบับ แม็คฟาร์แลนด์" ความพยายามของคนในอดีต 100 ปีก่อน
 
"ดิกชันนารี อังกฤษ-ไทย" ของตระกูลแม็คฟาร์แลนด์ ซึ่งได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อร้อยกว่าปีก่อนนั้น ถือได้ว่า เป็นความพยายามของคนในอดีต และปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในสยามทีเดียว เพราะก่อนหน้านั้น "ดิกชันนารี" หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยได้ว่า "พจนานุกรม" เพิ่งจะเกิดขึ้นในประเทศไทยเพียงไม่กี่เล่มนัก




ดิกชันนารี อังกฤษ-ไทย เล่มนี้, จัดทำขึ้นครั้งแรกโดยการริเริ่มของศาสนาจารย์ เอส.จี.แม็คฟาร์แลนด์ (Samuel Gamble McFarland) มิชชันนารีในคณะเพรสไบทีเรียนผู้เพิ่งเดินทางมาถึงสยามในปี พ.ศ.2403 โดยเมื่อแรกมาถึงท่านได้พำนักอยู่ที่สำนักงานกลาง คณะเพรสไบทีเรียนที่สำเหร่

ต่อมาเมื่อมีข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงโปรดฯให้สร้างพระราชวังบนภูเขาที่จังหวัดเพชรบุรี พวกมิชชันนารีจึงได้เดินทางไปสำรวจ และขออนุญาตต่อทางราชการเพื่อตั้งสำนักงานเผยแพร่ประกาศเกียรติคุณของพระผู้เป็นเจ้าขึ้นที่เพชรบุรี

เมื่อได้รับการอนุญาตจากทางการแล้ว ครอบครัวของศาสนาจารย์แดนเนียล แม็คกิลวารี และครอบครัวของศาสนาจารย์เอส.จี. แม็คฟาร์แลนด์ จึงเดินทางไปตั้งถิ่นฐานและสอนศาสนาอยู่ที่เพชรบุรี

แต่หลังจากพำนักอยู่ที่นั่นได้ 6 ปี ศาสนาจารย์แดนเนียล แม็คกิลวารี ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ ส่วนศาสนาจารย์แม็คฟาร์แลนด์ยังคงอยู่เพชรบุรีสืบต่อมาเป็นเวลาถึง 17 ปี

ในระหว่างที่อยู่ที่เพชรบุรี ศาสนาจารย์แม็คฟาร์แลนด์และภรรยายังได้ตั้งโรงเรียนขึ้น เพื่อสอนกุลบุตร-กุลธิดาชาวเพชรบุรี เมื่อมีเวลาว่างท่านก็จะได้ฝึกฝนการพิมพ์ที่ได้เรียนมา(ซึ่งผู้ที่สอนการพิมพ์ให้ท่านนั้น น่าจะได้แก่หมอบรัดเลย์ และภายหลังก็ได้รับแท่นพิมพ์จากหมอบรัดเลย์มาชุดหนึ่งด้วย) จนมีความชำนาญในการพิมพ์และการป้อนกระดาษไม่แพ้ช่างมืออาชีพ แม้แต่ลูกๆ ของท่านก็ยังได้รับการฝึกหัดให้เรียงพิมพ์และป้อนกระดาษเป็น


ครั้นถึงปี พ.ศ.2419 ศาสนาจารย์แม็คฟาร์แลนด์ก็จัดพิมพ์หนังสือ "บทเพลงนมัสการภาษาไทย" ขึ้นสำเร็จ และมีความแตกต่างกว่าที่เคยพิมพ์ขึ้นในประเทศสยาม คือ หนังสือบทเพลงนมัสการที่พิมพ์ใหม่นี้ จะมีโน้ตเพลงพิมพ์ประกอบอยู่ด้วย ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2428 หนังสือบทเพลงฉบับนี้ก็ถูกจัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งที่ 2

นอกจากนี้, ศาสนาจารย์แม็คฟาร์แลนด์ยังได้ใช้เวลาในการศึกษาภาษาไทย จนสามารถจัดทำพจนานุกรมขึ้นเองได้สำเร็จในปี พ.ศ.2408 จำนวน 400 เล่ม โดย English and Siamese Vocabulary ฉบับพิมพ์ครั้งแรกได้บรรจุคำเอาไว้จำนวน 7,500 คำ โดยท่านได้จัดพิมพ์ขึ้นเองที่โรงพิมพ์ของท่านที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งน่าจะเป็นโรงพิมพ์แห่งแรกๆ ในจังหวัดนี้


ต่อมาเมื่อศาสนาจารย์เอส.จี. แม็คฟาร์แลนด์ ได้รับโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้มาเป็นอาจารย์ใหญ่ที่ "โรงเรียนสวนอนันต์" ณ สวนนันทอุทยานฝั่งธนบุรี ที่ทางรัฐบาลได้จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2421 
ครั้นถึงปี พ.ศ.2423 ท่านจึงได้จัดพิมพ์ดิกชันนารีของท่านขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ณ โรงพิมพ์ภายในโรงเรียนสวนอนันต์ และในปี 2433 จึงได้จัดพิมพ์อีกเป็นครั้งที่ 3 จำนวน 600 เล่ม หลังจากนั้น, ศาสนาจารย์เอส.จี. แม็คฟาร์แลนด์ จึงได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ.2440


ซึ่งหลังจากดิกชันนารีฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ขาดตลาดไปแล้ว พระอาจวิทยาคม(ยอร์ช แม็คฟาร์แลนด์) ผู้บุตรของศาสนาจารย์เอส.จี. แม็คฟาร์แลนด์ จึงได้จัดพิมพ์ขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 4 จำนวน 2,000 เล่ม โดยในการพิมพ์ครั้งนี้, พระอาจวิทยาคมได้แก้ไขปรับปรุง-เพิ่มเติมให้สมบูรณ์ขึ้น

เวลาต่อมา พระอาจวิทยาคมก็ได้ส่งต้นฉบับดิกชันนารีไปทำบล็อคที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ขนาดของดิกชันนารีที่พิมพ์เป็นครั้งที่ 5 ในปี พ.ศ.2453 มีขนาดเล็กลง


แต่ปรากฏว่าอีก 5 ปีต่อมาได้เกิดแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น ทำลายบล็อคเสียหายหมด ดังนั้น ในการพิมพ์ครั้งต่อๆ มา จึงต้องแกะบล็อคขึ้นใหม่ในเมืองไทย จนกระทั่งในการพิมพ์ครั้งที่ 10(อันเป็นครั้งสุดท้าย) จึงได้มีการขยายขนาดของรูปเล่มและตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นกว่าที่เคยทำมาก่อนหน้านี้

นับจากนั้น, พระอาจวิทยาคมก็มิได้พิมพ์ดิกชันนารีของบิดาอีก แต่ได้คิดทำพจนานุกรมของตนเองขึ้นมาบ้าง

จากฉบับทดลองในปี พ.ศ.2480 ที่มีเพียง 144 หน้าแจกไปยังนักเรียนผู้สนใจทดลองใช้ดูก่อน แล้วแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายประการ จนกระทั่งสำเร็จเป็นรูปเล่มสมบูรณ์ จำนวนกว่า 1,000 หน้า(บรรจุคำเอาไว้ 167,546 คำ) เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2484 



Credit :  นสพ.มติชน และ http://www.artsmen.net

มารู้จักจังหวัดที่ 77 ของประเทศของประเทศไทยกัน


“บึงกาฬ” ขึ้นแท่นจังหวัดที่ 77 ของไทย

Share
บึงกาฬ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดหนองคาย มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ทั้งน้ำตก ภูเขา เป็นอำเภอที่มีเขตพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขง และอีกฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขงจะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การคมนาคมที่แสนสะดวกสบาย นับได้ว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่เมืองหนึ่งเลยก็ว่าได้

แต่เดิมนั้น อำเภอบึงกาฬ มีชื่อว่า ไชยบุรี ซึ่งขึ้นกับจังหวัดนครพนม มาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2460 ได้ถูกโอนย้ายให้ขึ้นต่อจังหวัดหนองคาย และถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บึงกาฬ ในปี พ.ศ. 2482
ปัจจุบันได้มีการจัดตั้ง “อำเภอบึงกาฬ” ขึ้นเป็น “จังหวัดบึงกาฬ” ตามพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. 2554 โดยแยกอำเภอบึงกาฬ อำเภอเซกา อำเภอโซ่พิสัย อำเภอบุ่งคล้า อำเภอบึงโขงหลง อำเภอปากคาด อำเภอพรเจริญ และอำเภอศรีวิไล ออกจากการปกครองของจังหวัดหนองคาย
การจัดตั้ง “จังหวัดบึงกาฬ” เป็นโครงการที่มีการร้องขอให้จัดตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2537 แต่ไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาในขณะนั้น และได้มีการนำสู่กระบวนการพิจารณาอีกครั้ง โดยผ่านมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 โดยในวันที่  22  มีนาคม  2554 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่  พระราชบัญญัติ ตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ.  2554
สภาได้มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.จัดตั้ง “จังหวัดบึงกาฬ” ไปเรียบร้อยแล้ว พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป  หรือวันที่ 23 มีนาคม 2554  นั่นเอง 
การร้องขอจัดตั้งถูกขอตามข้อเสนอของนายสุเมธ พรมพันห่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเสรีธรรม จังหวัดหนองคาย โดยแยกพื้นที่อำเภอบึงกาฬ อำเภอปากคาด อำเภอโซ่พิสัย อำเภอพรเจริญ อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลง อำเภอศรีวิไล และอำเภอบุ่งคล้า ออกจากจังหวัดหนองคาย
จังหวัดบึงกาฬ ที่เสนอให้จัดตั้งมีพื้นที่ทั้งหมด 4,305 ตร.กม. จากการสำรวจความเห็นของประชาชนจังหวัดหนองคาย ปรากฏว่าประชาชนเห็นด้วยกับการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ ร้อยละ 98.83 หากมีการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ จะมีประชากรประมาณ 390,000 คน ประกอบด้วย 8 อำเภอ มีอักษรย่อ บก.
ปัจจุบันบึงกาฬเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น น้ำตกเจ็ดสี, น้ำตกถ้ำฝุ่น, น้ำตกชะแนน, น้ำตกถ้ำพระ, เป็นจังหวัดที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกับแม่น้ำโขง และแขวงบริคำไชย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ประเพณีที่สำคัญของจังหวัดบึงกาฬ ได้แก่ งานแห่เทียนเข้าพรรษา ช่วงเดือนกรกฎาคม, ประเพณีบุญบั้งไฟ, ประเพณีแข่งเรือยาว, งานไหลเรือไฟ หรือบั้งไฟพญานาค
คำขวัญของจังหวัด : “สองนางศาลศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์หลวงพ่อใหญ่ แหล่งน้ำใสหนองกุดทิง สุดใหญ่ยิ่งแข่งเรือยาว หาดทรายขาวเป็นสง่า น่าทัศนาแก่งอาฮง งามน้ำโขงที่บึงกาฬ สุขสำราญที่ได้ยล”
 
ก่อนหน้านี้มีจังหวัดใหญ่ๆ หลายจังหวัดที่มีพื้นที่หลายอำเภอ ต่างของแยกตัว แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ หรือประชาชนไม่เห็นด้วย “ขวัญชัย วงศ์นิติกร” รักษาราชการแทนปลัดมหาดไทยย้ำว่าหลักเกณฑ์สำคัญคือประชาชนในพื้นที่ต้อง ยินยอมและต้องทำประชาพิจารณ์ เพราะมีหลายจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ อย่างเช่นจังหวัดนครราชสีมา นครศรีธรรมราช พยายามที่จะแยกเป็นจังหวัดหลายครั้ง แต่ประชาชนในพื้นที่คัดค้าน เพราะต้องการเป็นหลานย่าโม หรือมีพระธาตุเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด
เมื่อครั้ง “ถวิล ไพรสณฑ์” เป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ส.ส.เขตฉวาง ทุ่งสง ได้เคยยกร่าง พรบ.จัดตั้งจังหวัดทุ่งสงไว้แล้วด้วยซ้ำ แต่ไม่ผ่านความเห็นชอบ ทั้งๆ ที่มีความเหมาะสม เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และศูนย์กลางคมนาคม เนื่องจากคนย่านนั้นไม่เอาด้วย ต้องการมีพระบรมธาตุเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเหมือนเดิม 
อย่าง จังหวัดฝาง ที่มีประชาชนลงชื่อเสนอจัดตั้งจังหวัดฝาง แยกออกจากจังหวัดเชียงใหม่ แต่ประชาชน อ.เชียงดาว อ.พร้าว และ อ.เวียงแหง ที่ต้องไปขึ้นอยู่กับจังหวัดฝางไม่เอาด้วย เนื่องจากยังอยากขึ้นกับจังหวัดเชียงใหม่ เพราะอยู่ใกล้และเดินทางสะดวกกว่า การเดินทางไป อ.ฝาง นั้นยากลำบาก แม้กฎหมายจะอยู่ในขั้นตอนของสภาแล้ว แต่ยังไม่สามารถออกเป็นกฎหมายได้ เพราะประชาชนไม่ยอมนี่แหละ
 
 
แต่ “บุญเสริม จิตเจนสุวรรณ” ผอ.สำนักปกครองท้องที่ กรมการปกครอง บอกว่า ยังมีการเสนอขอจัดตั้งจังหวัดใหม่หลายจังหวัด เช่น จังหวัดไกลกังวล โดยแยก อ.ปราณบุรี อ.หัวหิน อ.สามร้อยยอด ออกจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และแยก อ.ชะอำ ออกจาก จ.เพชรบุรี แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากมีเพียง 4 อำเภอ เนื้อที่เพียงแค่ 3,136 ตารางกิโลเมตร ประชากร 1.36 แสนคน และประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วย
ยังมีจังหวัดพระนารายณ์ เสนอขอแยก อ.โคกเจริญ อ.ชัยบาดาล อ.ท่าหลวง อ.พัฒนานิคม อ.ลำสนธิ อ.สระโบสถ์ อ.หนองม่อง และ กิ่ง อ.ม่วงค่อม รวม 8 อำเภอ ออกจาก จ.ลพบุรี แต่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ คือหากแยกออกไป จังหวัดลพบุรีจะมีอำเภอเหลือเพียง 4 อำเภอ ไม่เหมาะสมในการบริหารงานในรูปแบบจังหวัด และจังหวัดพระนารายณ์จะมีพื้นที่ 3,823 ตารางกิโลเมตร ส่วนจังหวัดลพบุรีจะเหลือพื้นที่เพียง 2,376 ตารางกิโลเมตร
นอกจากนี้ยังมีการขอจัดตั้งจังหวัดแม่สอด โดยแยก อ.แม่สอด อ.ท่าสองยาง อ.แม่ระมาด อ.พบพระ และ อ.อุ้มผาง ออกจาก จ.ตาก จะทำให้ จ.ตาก เหลือเพียง 4 อำเภอ ทำให้ จ.ตาก ไม่มีความเหมาะสม และจะทำให้ขาดศักยภาพในการบริหารจัดการในรูปแบบจังหวัดได้ จึงต้องไปจัดตั้งแม่สอดเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ
ที่มา : th.wikipedia.org