วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ประวัติของ Peter Carl Fabergé ปีเตอร์ คาร์ล แฟเบอร์เช

     Peter Carl Fabergé เกิดเมื่อปีค.ศ. 1846 ในกรุงเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก รกรากตระกูลจริงๆของเขานั้นอยู่ประเทศฝรั่งเศส แต่ในช่วงนั้นฝรั่งเศษมีปัญหาขัดแย้งในนิกายของศาสนาทำให้ตระกูล  แฟเบอร์เชบางส่วนก็ย้ายไปตั้งรกรากทั้งในเยอรมันนี เอสโทเนีย และ รัสเซีย โดยในปีค.ศ. 1842 พ่อของเขา แฟเบอร์เช กุสตาฟได้มาตั้งร้านจิลเวลลี่ในเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก
ด้วยความที่ครอบครัวของเขาเป็นช่างทองตั้งแต่ในอดีต เขาจึงได้ไปศึกษาเล่าเรียนทักษะในด้านงานช่างทองในเยอรมนี หลังจากจบการศึกษามา เขาก็เริ่มต้นนำทักษะของเขามาใช้ในงานจริง ด้วยวัยเพียง 24 ปี เขาได้สานต่อกิจการอัญมณีในรัสเซียที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์กอีกครั้งหลังจากพ่อที่ของเขาได้เกษียณและเลิกทำกิจการไป
    ในที่สุดเขาก็ได้ทำธุรกิจใหม่ขึ้นโดยความช่วยเหลือจากน้องชายชื่ออการ์ธอน (Agathon) สู่การเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหญ่ของงานศิลปะอัญมณี โดยในปีค.ศ 1882 คาร์ลและน้องชายอาการ์ธอนได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่ออกมาอย่างวิจิตร โดยได้แรงบัลดาลใจจากศิลปะของรัสเซียในยุคโบราณ จนทำให้เขาได้รับเหรียญเกียรติยศ                                                                                      (Gold Medal at the Pan-Russian exhibition in 1882) ในฐานะที่ได้เปิดศักราชใหม่แห่งวงการศิลปะอัญมณี
    Peter Carl Fabergé ไม่ได้ทำเพียงแค่งานพวกไข่อีสเตอร์หรือไข่อัญมณี                (Easter egg) ที่เป็นตัวสร้างชื่อเสียงแก่ให้เขาเท่านั้น เขายังแบ่งทำงานเล็กๆ อีกอย่างเช่น เครื่องโต๊ะเงิน อัญมณีประดับ ของกระจุกกระจิกเล็กๆ สไตล์ยุโรป งานแกะสลักสไตล์รัสเซีย โดยงานอัญมณีของแฟเบอร์เชนั้นก็ได้รับการออกแบบอย่างวิจิตรหรูหราประดับด้วยสิ่งมีค่าและสิ่งที่มีค่าค่อนข้างสูงอย่าง ทอง เงิน มาลาไคต์ ลาพิซ เลซูลี และเพชร โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะในการตกแต่งสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส และพระเจ้าหลุยส์ที่16 ศิลปะแบบคลาสสิค เรเนสซองค์ บาโรก โรโคโค และ อาร์ทนูโว รวมทั้งอิทธิพลจาศิลปะของรัสเซียด้วย ผลงานเลื่องชื่ออย่างไข่อีสเตอร์ก็เป็นที่หมายปองของเหล่างราชวงศ์โรมานอฟ รวมทั้งราชวงศ์ในยุโรปและเอเชีย
ในปีค.ศ. 1920 ปีเตอร์ คาร์ล แฟเบอร์เช ก็ได้เสียชีวิตด้วยวัย 74 ปี ที่เมืองลูเซิน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยศพของเขาได้ฝังไว้ข้างภรรยาอันเป็นที่รักชื่อ ออกุสตา อกาธอน แฟเบอร์เช (Augusta Agathon Faberge) ฝังไว้ที่ Cimetière du Grand Jas ที่เมืองคาร์ล ในฝรั่งเศส
 

ตัวอย่างผลงานของ Peter Carl Fabergé Eggs

 ผลงานของ Peter Carl Fabergé




 ผลงานของ Peter Carl Fabergé



วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ที่มาของคำว่า salary

ร่างกายของสิ่งมีชีวิตไม่ว่ามนุษย์ สัตว์ หรือพืช ต้องการเกลือ เกลือจึงเป็นสิ่งมีค่าสำหรับมนุษย์มาตั้งแต่โบราณ  ถึงขนาดมีสงครามรบราฆ่าฟันกันเพื่อชิงบ่อเกลือ
            ในรัสเซียไม่ว่ายุคโบราณหรือสมัยนี้  ใครทำเกลือหกบนโต๊ะอาหารถือว่าเป็นมารยาทที่แย่มาก พวกรัสเซียที่เชื่อโชคลางถึงขนาดประกาศ   ถ้าเกลือหก  ก็ให้ทำนายทายทักว่า   คนในบ้านจะทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง
            salt  ซอลท์    หมายถึง    เกลือ    ทหารโรมันในสมัยโบราณที่ไปรบ  นอกจากจะได้ค่าจ้างแล้ว  ยังได้รับเงินอีกจำนวนหนึ่งให้เอาไว้ใช้ซื้อเกลือกิน
            เกลือในภาษาละตินคือ  sal  เงินค่าเกลือคือ  salarium ซาลาริอุ้ม หรือ salt  money
            ทหารที่ไปรบบางแห่งก็ได้ค่าเกลือแพง  บางแห่งก็ได้ค่าเกลือถูก  แล้วแต่ค่าครองชีพของแต่ละท้องถิ่นที่ไม่เหมือนกัน
            เงินค่าเกลือ หรือ salarium  ก็พัฒนามาเรื่อยจนถึงสมัยพระเจ้าออกัสตัสแห่งกรุงโรม   salarium  ยังรวมหมายถึงค่าจ้าง  ค่าใช้จ่ายของทหารประจำการที่มีรอบการจ่ายแน่นอน   บางทีจ่ายเป็นรายสัปดาห์  รายเดือน
            ภาษาพัฒนามาเรื่อยจน  salarium   กลายมาเป็น    salary แซลละรี   ที่หมายถึง   เงินเดือน   ในปัจจุบัน

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

100 คณะ-สาขา ที่คนสมัคร Admissions ปี 54 มากที่สุด

มาดูกันว่าเมื่อปีการศึกษา 2554  สาขาไหนคนสมัครเยอะมากที่สุด  ใครสมัครสาขาเหล่านี้น้ำตาอาจจะนองกันเลยทีเดียวเพราะคะแนนเพิ่มขึ้นเยอะมากจ้า ลองมาดูเป็นข้อมูลเพื่อนำไปวางแผนจัดอันดับในปีนี้กันนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555

การอับปางของเรือไททานิก






วันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1912 ขณะเดินทางอยู่ทางใต้ของแกรนด์แบงค์ ของนิวฟันด์แลนด์ 22 นาฬิกา 45 นาที อุณหภูมิภายนอกเรือ ลดลงอย่างรวดเร็วจนเกือบถึงจุดเยือกแข็ง และน้ำทะเลรอบๆ ก็นิ่งลงจนแทบไม่มีคลื่นเลย เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ แต่ก็ไม่มีใครในเรือที่รู้สึกถึงความผิดปกติ ผู้โดยสารที่อยู่บนดาดฟ้าก็กลับลงไปในเรือและใช้ชีวิตต่อตามปกติ[23]
22 นาฬิกา 50 นาที ทะเลสงบไร้ระลอก มหาสมุทรเงียบสงัด คงมีแต่เสียงหัวเรือแหวกน้ำทะเล เรือเดินสมุทรแคลิฟอร์เนียนซึ่งอยู่ไม่ไกลนักได้ส่งข่าวเตือนภัยแก่ไททานิกว่าเรือแคลิฟอร์เนียนต้องหยุดเรือไม่สามารถเดินทางต่อไปได้เพราะถูกห้อมล้อมไปด้วยน้ำแข็ง
23 นาฬิกา 40 นาที ไททานิกชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็ง[1] ที่ 41 องศา 46 ลิปดาเหนือ 50 องศา 14 ลิปดาตะวันตก
ไม่กี่นาทีต่อมาวิศวกรเดินลงไปตรวจดูความเสียหาย และรายงานมาว่า เรือได้ชนกับภูเขาน้ำแข็งทางกราบขวาด้านหัวเรือ ซึ่งเป็นจุดอ่อนทนรอยแตกได้ไม่อึดเท่าจุดอื่นๆ และห้องเครื่องส่วนหัว 5 ห้องเครื่องแรกก็เกิดรอยรั่ว ซึ่งวิศวกรบอกว่า หัวเรือเป็นจุดอ่อนที่สุดในเรือที่สามารถรับรอยแตกต่อเนื่องจากหัวเรือได้ 4 ห้อง ไม่ใช่ 5 ห้องดังที่เป็น ดังนั้น น้ำจะท่วมห้องเครื่องทั้งห้าสูงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อท่วมมิดชั้นF เริ่มไหลขึ้นชั้นE น้ำก็จะล้นกำแพงกั้นน้ำเข้าท่วมห้องเครื่องที่ 6 และท่วมไปทีละห้องๆ และจมในที่สุด ดังนั้น เรือกำลังจะจม โดยหัวเรือจะจมลงไปก่อน โดยเรือเหลือเวลาไม่กี่ชั่วโมง[3][25]
0 นาฬิกา 0 นาที ของวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 น้ำเริ่มท่วมส่วนที่เป็นห้องพักของผู้โดยสารชั้นสาม ทำให้เริ่มเกิดข่าวลือกันในเรือว่าเรือกำลังจะจม แต่ผู้โดยสารส่วนมากที่ได้ข่าวมักยังไม่เชื่อ เพราะก่อนหน้านี้เรือไททานิกถูกโปรโมตอย่างดิบดีว่าไม่มีวันจม
0 นาฬิกา 5 นาที กัปตันสั่งให้เตรียมเรือสำรองไว้ เตรียมอพยพผู้คนโดยด่วน , ไปบอกเจ้าหน้าที่วิทยุให้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกไป และบอกพนักงานให้ไปปลุกผู้โดยสาร ให้ผู้โดยสารสวมเสื้อชูชีพ และทำร่างกายให้อุ่นๆ และไปที่ดาดฟ้า ทำให้ข่าวลือเรื่องเรือกำลังจะจมแพร่ไปทั่วเรือ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อ ส่วนใหญ่ยังนั่งกินเลี้ยง เล่นไพ่ ดื่มไวน์อย่างใจเย็น และเมื่อขึ้นไปที่ดาดฟ้า เจออากาศหนาวๆ ภายนอก ก็กลับเข้าไปข้างในอีก ในช่วงเวลานี้ ผู้โดยสารดูไม่ตื่นตัว และไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังจะพบนั้นเลวร้ายเพียงใด[3]
ต่อมาราว 5-15 นาที เรือ อาร์เอ็มเอส คาร์พาเธีย (RMS Carpathia) ของสายการเดินเรือคูนาร์ด (Cunard Line) รับสัญญาณขอความช่วยเหลือของไททานิกได้ และตอบกลับ โดยบอกว่าเร่งเครื่องเต็มที่แล้ว และคาร์พาเธียจะไปถึงเรือไททานิกภายใน 4 ชั่วโมง แต่นั่นนานเกินไป วิศวกรบอกว่าเรือลอยอยู่ไม่ถึง 4 ชั่วโมงแน่ ดังนั้น ไททานิก จึงต้องพึ่งตนเอง[26]
0 นาฬิกา 25 นาที เรือสำรองทุกลำพร้อมอพยพผู้โดยสาร กัปตันสั่งให้เริ่มอพยพโดยให้สตรีและเด็กลงเรือไปก่อน แต่ลูกเรือไม่รู้ว่าเรือสำรองจุผู้คนได้เท่าไร จึงปล่อยเรือบดออกทั้งๆที่ยังใส่คนไม่เต็มที่ ทำให้แทนที่เรือสำรองจะช่วยชีวิตได้ 1,178 คนตามที่มันถูกออกแบบ มันกลับรับผู้โดยสารมาเพียง 712 คนเท่านั้น[3]
0 นาฬิกา 45 นาที เรือสำรองลำแรกถูกปล่อยลงมา และเมื่อผู้โดยสารได้รับข่าวการปล่อยเรือชูชีพ และเห็นเจ้าหน้าที่ต่างทำงานอย่างเคร่งเครียดเอาจริงเอาจัง ก็เริ่มเชื่อข่าวที่ลือกันในเรือว่า เรือกำลังจะจม[27]
0 นาฬิกา 50 นาที พลุขอความช่วยเหลือเริ่มถูกยิงขึ้นฟ้า[3]
1 นาฬิกาตรง ผู้โดยสารและลูกเรือส่วนใหญ่เชื่อแล้ว ว่าเรือที่พวกเขาอยู่นั้นกำลังจะจม ความวุ่นวายและตื่นตระหนกเริ่มเกิดขึ้น ลูกเรือที่ทำหน้าที่ปล่อยเรือสำรองเริ่มเจอแรงกดดันจากการที่ผู้โดยสารแย่งกันเป็นคนถัดไปที่จะได้ขึ้นเรือสำรอง เกิดเป็นความวุ่นวายเล็กๆ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้โดยสารชายหลายท่าน แสดงความเป็นสุภาพบุรุษ โดยให้ภรรยาและลูกขึ้นเรือ แล้วตนเองถอยไป[28]
1 นาฬิกา 15 นาที น้ำท่วมขึ้นมิดหัวเรือ และข่าวการที่น้ำท่วมมาจนมิดหัวเรือ ทำให้ผู้โดยสารเริ่มตื่นตระหนก เพราะเคยเห็นว่าหัวเรือนั้นสูงเพียงใด ดังนั้นผู้โดยสารและลูกเรือจึงตื่นตระหนกมากขึ้นเมื่อรู้ข่าว เพราะคิดว่า เรือจมเร็วกว่าที่คิด ทำให้ผู้โดยสารที่ไม่ใช่สุภาพบุรุษแย่งกันขึ้นเรือ ทำให้ความวุ่นวายทวีความรุนแรงขึ้น[3]
1 นาฬิกา 25 นาที ความวุ่นวายทวีความรุนแรงขึ้นมาก เจ้าหน้าที่เริ่มใช้ปืนในการควบคุม เรือบดถูกเจ้าหน้าที่ปล่อยลงอย่างรีบร้อน เพราะความวุ่นวายจะทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการใส่คนลงไปในเรือ และในการปล่อยเรือสำรองลงไป ในขณะที่เรือเองก็จมลงเรื่อยๆ เหล่านักดนตรีได้แสดงสปิริตอย่างน่าชื่นชม พวกเขาพยายามเล่นดนตรีเพื่อผ่อนคลายความตื่นตระหนกของคนบนเรือตลอดเวลา เมื่อห้องโถงด้านหัวเรือจมต่ำลงก็ย้ายไปเล่นที่ดาดฟ้าด้านท้ายเรือ และบรรเลงไปจนนาทีสุดท้ายของชีวิต
1 นาฬิกา 45 นาที น้ำเริ่มเข้าท่วมบริเวณระเบียงด้านหัวเรือ ในขณะนี้ ชั้น A ด้านหัวเรือ เหลือความสูงจากผิวน้ำ 3 เมตร
1 นาฬิกา 55 นาที เรือสำรองทุกลำถูกปล่อยออกไปหมด เจ้าหน้าที่จึงเตรียมเรือสำรองแบบพับได้ และเริ่มลำเลียงผู้คนออกจากเรือต่อ[3]
2 นาฬิกาตรง น้ำเริ่มไหลเข้าท่วมดาดฟ้าเรือบริเวณส่วนหัว ท่วมห้องบังคับการเรือ และเริ่มเข้าท่วมลึกเข้าไป[3]
2 นาฬิกา 5 นาที เรือสำรองทุกลำถูกปล่อยออกไปจนหมด แต่ยังเหลือคนมากกว่า 1,500 คนบนเรือ และท้ายเรือเริ่มยกตัวขึ้น เห็นใบจักรขับเคลื่อนลอยขึ้นมาอย่างชัดเจน และยกขึ้นเรื่อยๆ และทางด้านหัวเรือ น้ำก็เข้าท่วมสูงมิดห้องบังคับการเรือ ท้ายเรือยกตัวขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เรือเอียงอย่างน่ากลัว ผู้โดยสารหวาดกลัว บางคนถึงกับโดดลงมาจากเรือเพื่อหวังจะว่ายไปขึ้นเรือชูชีพด้านล่าง แต่ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตก่อนจะว่ายไปถึง[29]
เพราะในเวลานั้น เจ้าหน้าที่ที่อยู่บนเรือสำรอง ได้นำเรือสำรองทุกลำให้ออกห่างจากตัวเรือไททานิกให้ไกลที่สุด เพราะไททานิกที่กำลังจมอย่างรวดเร็วและรุนแรง อาจจะดูดเรือสำรองจม หรืออาจเกิดอันตรายอย่างอื่น ที่สามารถทำให้เรือสำรองจมได้ เหล่าเจ้าหน้าที่ พยายามนำเรือสำรองออกไปให้ไกลที่สุด ดังนั้น ผู้ที่ตัดสินใจในการโดดมาจากเรือไททานิก แล้วคิดว่ายไปขึ้นเรือสำรอง ส่วนใหญ่จึงไม่รอด
2 นาฬิกา 18 นาที ระบบไฟฟ้าบนเรือหยุดทำงาน ไม่นานต่อมา เรือก็ขาดออกเป็นสองท่อน (จุดที่ฉีกขาดอยู่ระหว่างปล่องไฟปล่องที่ 3 กับปล่องที่ 4) แต่พื้นของชั้นล่างสุดยังไม่ขาดออกจากกัน การหักครั้งนี้ ทำให้ส่วนหัวเรือจมลงอย่างรวดเร็ว ดึงส่วนท้ายเรือขึ้นมา ส่งผลให้ส่วนท้ายเรือยกตั้งฉากกับพื้นน้ำ และเริ่มจมลงในแนวดิ่ง[30]
2 นาฬิกา 20 นาที ของวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1912 เรือทั้งลำจมลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ[1] ผู้โดยสารจำนวนมากลอยคออยู่ด้วยเสื้อชูชีพ แต่น้ำทะเลในขณะนั้นเย็นจัดเกือบ 0 องศาเซลเซียส ผู้โดยสารและลูกเรือที่ขึ้นเรือสำรองไม่ทัน ถูกทิ้งให้ลอยคอบนน้ำที่เย็นยะเยือก ในขณะที่ทางเรือสำรองที่ลอยอยู่ด้านนอก ก็พยายามจะเข้าไปช่วย แต่ไม่ได้ เพราะหากผลีผลามเข้าไป คนที่ลอยคออยู่ในน้ำที่เย็นเยือกจะแย่งกันขึ้นเรือสำรอง เพื่อที่จะหลุดพ้นจากน้ำอันเย็นหนาว ซึ่งนั่นจะทำให้เรือสำรอง ถูกผู้ที่ลอยคออยู่รุมจนจมลงไปด้วย ดังนั้น จึงต้องรอ ปล่อยให้ผู้ที่ลอยคอหนาวตายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเหลือผู้รอดน้อยพอที่จะเข้าไปช่วยเหลือได้โดยที่เรือสำรองจะไม่ถูกรุมจนจม
3 นาฬิกาตรง เสียงหวีดร้องขอความช่วยเหลือเงียบลง รวมเป็นเวลา 40 นาที ที่ผู้ที่ลอยคออยู่ตายไปจนเกือบหมด เจ้าหน้าที่จึงส่งเรือสำรองมาช่วย แต่ไม่ค่อยทันนัก ส่วนใหญ่ ตายหมดแล้ว เรือสำรองที่เข้าไปช่วยเหลือนั้น นำผู้โดยสารที่ยังไม่เสียชีวิตขึ้นมาได้เพียง 14 คนในสภาพหนาวสั่นทรมาน และในจำนวนนี้ 3 คนเสียชีวิต รวมแล้วเหลือผู้ที่รอดจากการถูกนำมาจากน้ำเย็นเฉียบเพียง 11 คน[31]
4 นาฬิกา 10 นาที อาร์เอ็มเอส คาร์พาเธีย[1] ได้เข้าไปช่วยเหลือผู้รอดชีวิตบนเรือสำรองทั้งหมด และพาสู่นิวยอร์ก[32] ในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1912 จากนั้น ได้มีการสรุปยอดและรายชื่อของผู้รอดและผู้เสียชีวิต ดังนี้[33]

กลุ่มคน
จำนวนที่โดยสารมาในเที่ยวนี้จำนวนที่รอดจำนวนที่เสียชีวิต
ลูกเรือ
899
214685
ผู้โดยสารชั้น Third Class710174536
ผู้โดยสารชั้น Second Class285119166
ผู้โดยสารชั้น First Class329199130
รวมทั้งหมด2,2247101,514

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

ประวัติ April Fools' Day

นานมาแล้วในสมัยของ King Charles IX (กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส)





ได้เปลี่ยนเอาวันที่ 1 ม.ค. เป็นวันปีใหม่ จากเดิมที่ใช้วันที่ 1 เม.ย. เป็นวันปีใหม่ของ

ทุกปี ซึ่งในวันที่ 1 เม.ย. นี้ ผู้คนจะทำการเฉลิมฉลองและส่งการ์ดอวยพร และการ์ด

เชิญมาร่วมงานสังสรรค์ในวันดังกล่าว

ทว่า ในปีที่วันปีใหม่ถูกเปลี่ยนให้เป็นวันที่ 1 ม.ค. ตามระบบนับวันของ Charles

IX แต่ด้วยติดต่อสื่อสารในสมัยนั้นเป็นไปได้ช้ามาก ทำให้หลายคนไม่ได้รับข่าวเรื่อง

การเปลี่ยนวัน จึงทำให้หลายๆแห่งยังคงฉลองปีใหม่กันในวันที่ 1 เม.ย. และเนื่องจาก

คนที่เข้าใจเรื่องวันที่ผิด ได้ส่งการ์ดอวยพรหรือการ์ดเชิญร่วมปาร์ตี้ไปด้วย จึงกลายเป็น

ว่า เป็นการชวนไปปาร์ตี้ในเทศกาลที่ไม่มีจริง และทำให้คนที่ฉลองวันปีใหม่ในวันที่

1 เมษายน ถูกเรียกว่า "Fool" ทำให้ April Fool's Day กลายเป็นวันแห่ง

การโกหก

วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

พิศวงกลางทะเล (ลูกเรือแมรี่เซเลสเต้หายสาบสูญอย่างพิศวง)


เรือแมรี่เซเลสเต้(The Mary Celeste) เป็นเรือสัญชาติอเมริกาขนาด 103 ฟุต 282 ตัน เดิมเป็นเรืออเมซอนซึ่งถูกสร้างในปี 1861 และในปี 1869 ก็ถูกปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อเป็นแมรี่เซเลสเต้
วันที่ 7 พฤศจิกายน 1872 เรือแมรี่เซเลสเต้ออกเดินทางจากนิวยอร์คมุ่งไปยังเจนัว ประเทศอิตาลี ภายในเรือบรรทุกเอทิลแอลกอฮอล 1,701 บาร์เรล บังคับการเดินเรือโดยกัปตันเบนจามิน บริกก์ส และลูกเรือ 7 คน มีผู้โดยสาร 2 คนคือภรรยาและบุตรสาววัย 2 ปีของกัปตันบริกก์ส
วันที่ 4 ธันวาคม ปีเดียวกัน เรือ Dei Gratia พบแมรี่เซเลสเต้ลอยลำอยู่ในอ่าวโปรตุเกส หลังจากทำการสังเกตุการณ์เป็นเวลา 2 ชั่วโมงแล้วก็ลงความเห็นว่าอาจจมีเหตุฉุกเฉินบนเรือแมรี่เซเลสเต้ แม้ว่าจะไม่ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ กัปตันเรือ Dei Gratia ได้ส่งเรือเล็กพร้อมลูกเรือจำนวนหนึ่งไปยังแมรี่เซเลสเต้ แต่เมื่อไปถึง กลับไม่มีใครอยู่บนเรือเลย คนทั้ง 10 คนหายสาบสูญไปราวกับละลายไปในอากาศ
ตามรายงานกล่าวว่า เรือเปียกทั้งลำ แต่ยังอยู่ในสภาพที่เดินเรือได้ นาฬิกาไม่ทำงานและเข็มทิศถูกทำลาย หากสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือ ทุกอย่างบนเรืออยู่ในสภาพที่ราวกับว่าเพิ่งมีคนอยู่ที่นั่นจนเมื่อครู่ และพวกเขาพากันจากไปอย่างเร่งร้อน ขนมปังและจานซุปยังวางอยู่บนโต๊ะ (บางข่าวบอกว่าซุปยังร้อนอยู่ด้วยซ้ำ) ไปป์ถูกวางไว้รอจุดไฟ รองเท้าบู้ธถูกวางทิ้งทั้งๆที่ยังขัดค้างไว้อยู่
มีรอยเลือดเหลืออยู่บนราวรั้วของเรือ และมีการพบดาบเปื้อนเลือดใต้เตียงนอนของกัปตัน บันทึกเดินเรือถูกฉีกขาดไปหลายหน้า แต่ก็ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นว่าคนทั้ง 10 หายไปไหนและก็ไม่มีใครได้เห็นพวกเขาอีกเลยจริงๆ
มีการสันนิษฐานไปต่างๆนานาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นบนแมรี่เซเลสเต้ บ้างก็ว่าเพราะเจอสัตว์ประหลาดปลาหมึกยักษ์ บ้างก็ว่าเพราะไอระเหยของเอธิลแอลกอฮอลทำให้พวกเขาเห็นภาพลวงตา บ้างก็ว่าเพราะอาหารที่เก็บไว้นานจนเกิดสารพิษ

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

St. Patrick’s Day

เมื่อกล่าวถึงวันเซนต์แพทริกแล้ว คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่าทำไมต้องเป็นวันที่เกี่ยวข้องกับสีเขียวและ ใบไม้สามแฉกที่แสดงถึงความโชคดี แต่สำหรับชาวไอริชแล้ว ไม่มีเทศกาลใดจะสำคัญไปกว่าเทศกาลเซนต์แพทริก (St. Patrick’s Festival) ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองกันในวันที่ 17 มีนาคม อันเป็นวันสิ้นชีพของนักบุญแพทริก นักบุญผู้ปกป้องคุ้มครองไอร์แลนด์ โดยประเทศไอร์แลนด์จัดให้เป็นวันหยุดทางศาสนา เช่นเดียวกับบรรดาโบสถ์ในนิกายโรมันคาทอลิกที่กำหนดให้เป็นวันเฉลิมฉลองนัก บุญ ซึ่งใกล้เคียงกับวันเริ่มต้นถือศีลอดของชาวคริสต์พอดี

 Patrick1

เซนต์แพ ตทริก คือ นักบุญผู้ปกป้องคุ้มครองไอร์แลนด์ ถ้าเรียกตามสำเนียงไอริชก็ต้องบอกว่า วันชาติของเขาคือ “แพดดีส์ เดย์” (Paddy’s Day) จะสังเกตได้ว่าเกือบทุกแห่งในโลกมีไอริชผับจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวไอริชก็เป็นอีกชาติหนึ่งที่กระจัดกระจาย อพยพไปยังส่วนต่างๆ ของโลก นอกจากพวกเขาจะเฉลิมฉลองกันในสาธารณรัฐไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือแล้ว ยังมีการฉลองกันในหมู่ชาวไอริชพลัดถิ่นที่แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์รวมถึงประเทศทางแถบเอเชีย แม้กระทั่งที่ประเทศไทยเราก็จัดให้มีการร่วมขบวนเฉลิมฉลองเทศกาลนี้เป็นปี แรก ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ในวันที่ 17 มีนาคม 2554 เช่นกัน

Patrick2


พาเหรด ฉลองเซนต์แพตทริกมีขึ้นครั้งแรกในปี 1761 ถัดมาอีกปีก็จัดอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงนิวยอร์ก โดยทหารเชื้อสายไอริชที่มาประจำการในกองทัพของอังกฤษเป็นผู้นำพาเหรด พร้อมร้อง เล่น เต้นรำกับเพลงไอริชอย่างสนุกสนาน ณ ปัจจุบัน ขบวนพาเหรดฉลองวันสำคัญของชาติไอร์แลนด์ในนิวยอร์กยังนับว่ายิ่งใหญ่ที่สุด นอกไอร์แลนด์ โดยจะมีคนไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนร่วมขบวนในแต่ละปี แท้จริงแล้วขบวนพาเหรดนั้นไม่ได้เริ่มต้นที่ไอร์แลนด์แต่อย่างใด แต่จัดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา อันมีชุมชนชาวไอริชอยู่มาก โดยสมาคมการกุศลไอริช จัดที่เมืองบอสตัน ในปี ค.ศ.1737 แล้วต่อมาที่นิวยอร์ก จนตอนหลังก็กลับไปยังบ้านเกิดด้วยการที่เมืองต่างๆ ในไอร์แลนด์ จากที่ฉลอง แค่ทางศาสนา ก็ขยับมาจัดเป็นงานฉลองที่ไม่ว่าจะเป็นชาวคริสต์หรือไม่ก็เข้าร่วมงานได้ สนุกถ้วนหน้า การเฉลิมฉลองเซนต์แพตทริกเป็นประเพณีที่ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิและการใช้ชีวิต ท่ามกลางแดดอุ่น ๆ หลังจากที่หลบอยู่ในบ้านด้วยอากาศที่หนาวเย็นมานาน


Patrick3


ธงชาติไอริชและธงประดับสัญลักษณ์ประเทศ อย่าง ใบแชมร็อก ต่างโบกสะบัดที่เมืองมอนทรีอัล ในควิเบก เป็นการฉลองที่ยาวนานหลายวันติดต่อกัน พอๆ กับที่ดับลิน คอร์ก เบลฟาสต์ แดร์รี กัลเวย์ คิลเคนนี ลิเมอริก และวอเทอร์ฟอร์ด ในสาธารณรัฐไอร์แลนด์

จริงๆ แล้ว เครื่องแต่งกายของเซนต์แพตทริกเป็นสีน้ำเงิน ทว่า สีเขียวที่สวมใส่ในงานฉลองนั้นมาจากสีประจำชาติและเป็นหนึ่งในสีธงชาติ ไอร์แลนด์ เนื่องจากใบแชมร็อกมีสีเขียวจึงเชื่อว่าการสวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวก็เหมือน กับมีแชมร็อกอยู่บนร่างกาย

แช มร็อก (Shamrock) หรือชาวเคลต์ (ชาวท้องถิ่นดั้งเดิมของไอร์แลนด์) เรียกว่า ซีมรอย (Seamroy) เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณบนผืนแผ่นดินไอร์แลนด์ นับเป็นสัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ และฤดูใบไม้ผลิ โดยในศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ใบแชมร็อกถือเป็นเครื่องหมายแสดงความรักชาติของชาวไอริช เนื่องจากโดนอังกฤษเข้ามายึดครอง แถมยังห้ามพูดภาษาไอริช ทั้งห้ามนับถือศาสนานิกายคาทอลิก หลายๆ

คนจึงพากันสวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวเพื่อแสดงพลังแห่งชนชาติ และกลายเป็นสีที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในวันเซนต์แพตทริก


Patrick4


ดนตรีอันมีเอกลักษณ์ของชาวไอริชก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยไปกว่าเสื้อผ้าสีเขียว ด้วยว่าเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไอริชเลย ด้วยเหตุนี้เนื้อหาในบทเพลงไอริชจึงมักเล่าเรื่องวัฒนธรรม ศาสนา ตำนาน ประวัติศาสตร์และชีวิต เพื่อการสืบทอดสู่ลูกหลาน โดยเฉพาะหลังจากถูกอังกฤษยึดครองและห้ามพูดภาษาท้องถิ่น พวกนักดนตรีทั้งหลายจึงอาศัยบทเพลงเป็นเครื่องมือในการสืบทอดภาษาเคลต์ของตน เองเพื่อไม่ให้สูญหาย ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้มีนักร้องนักดนตรีชาวไอริช ที่ร้องเพลงภาษาท้องถิ่นจนโด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น เดอะ ชิฟต์เทนส์ เดอะ แคลนซี บราเธอร์ส ซีเนด โอคอนนอร์ หรือแม้แต่รุ่นใหม่ๆ อย่าง เดอะ คอร์ส ก็ต้องมีเพลงภาษาไอริชแทรกเอาไว้ในอัลบั้มเพลงป๊อปของพวกเขา

ชาว ไอริชจะฉลองให้ครบสูตรกันตั้งแต่เช้า เริ่มกันตั้งแต่ไอริช เบรกฟาสต์ หรืออาหารเช้าของเขาที่ประกอบด้วย ขนมปังแบบโฮมเมด สตู และมันฝรั่ง โดยส่วนใหญ่จะดื่มชาคู่กัน แต่ถ้าอากาศยังหนาวมากๆ ก็อาจปิดท้ายมื้อเช้าด้วยไอริชวิสกี้


 Patrick5

เมนูสำคัญของวันเซนต์แพตทริกจะ ต้องมีคอร์นบีฟและอาหารที่ทำจากกะหล่ำ ซึ่งนับเป็นเมนูพื้นบ้านดั้งเดิมสุดๆ โดยเมนูหลากหลายจากกะหล่ำนั้นเป็นสิ่งที่ชาวไอริชกินกันทุกวันอยู่แล้ว แต่คอร์นบีฟเป็นสิ่งพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาเพื่อการฉลองวันสำคัญของชาติโดย เฉพาะ เหตุที่ไม่ใช่เมนูหรูหราอะไร ก็เนื่องมาจากเมนูดังกล่าวเกิดขึ้นมาจาก “ยุคประหยัด” พวกเขานำเนื้อส่วนที่มีราคาถูก อย่างคอร์นบีฟมาใช้แทนที่ไอริชเบคอนซึ่งราคาสูงเพื่อจะประหยัดเงิน (เป็นวิธีคิดที่เริ่มต้นในกลุ่มชาวไอริชอพยพที่กรุงนิวยอร์กตั้งแต่ศตวรรษ ที่ 17 โดยเป็นการเลียนแบบแนวทางประหยัดทรัพย์มาจากเพื่อนบ้านชาวยิว) และปิดท้ายด้วยเบียร์ดำ ไอริชวิสกี้ หรือไอริชครีม ลิคเคอร์


Patrick6