วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พายุสุริยะ


ปรากฏการณ์ "พายุสุริยะ" ทำให้ดวงอาทิตย์ส่งพลังงานประจุไฟฟ้าออกมายังโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ซึ่งประจุไฟฟ้าที่ ส่งออกมาคือสิ่งที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของ "ภูมิอากาศ" และ "ระบบธรณีวิทยา" บนโลก
แล้วปรากฏการณ์พายุสุริยะเกิดขึ้นได้อย่างไร !
การจะเกิดพายุสุริยะได้ต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ 1) ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 2) เกิดปรากฏการณ์เรียงตัวกันเป็นระนาบในทางช้างเผือก และ 3) มีรังสีคอสมิก
ขณะเดียวกัน เมื่อปี 2551 องค์การนาซาได้ตรวจพบ "รูรั่ว" ในสนามแม่เหล็กโลกที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยคาดไว้ และยังพบชั้นบรรยากาศของโลกที่หดตัวลงมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้เปรียบเสมือนสิ่งที่เป็นเกราะป้องกันรังสีจากนอกโลกไว้
ประเด็นคือยิ่งปริมาณ "รังสีคอสมิก" เข้ามามากเท่าไหร่ จะเกิดความแปรปรวนของภูมิอากาศในโลก จะมีน้ำก่อตัวมากขึ้น 
ที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อปี 1978 มีนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งเคยคาดการณ์ล่วงหน้าว่า ในช่วงเร็ว ๆ นี้ระบบสุริยะที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง กำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่กลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ในอวกาศ ทำให้มี "รังสีคอสมิก" เข้ามาในระบบสุริยะมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศบนดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะ
สมมติฐานนี้ได้ถูกคอนเฟิร์มแล้ว เมื่อปี 2009 จากข้อมูลของดาวเทียม voyager 1 และ 2 ของนาซาที่โคจรอยู่บริเวณขอบของระบบสุริยะ
จึงตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศ ทั่วโลกที่กำลังมีความเคลื่อนไหว อาทิ พม่าย้ายเมืองหลวงไปที่เนปิเดา ห่างชาย ฝั่งทะเล 400 กิโลเมตร เนเธอร์แลนด์สร้างบ้านลอยน้ำ อเมริกากำลังสร้างเมืองลอยน้ำ นอรเวย์ย้ายฐานทัพทหารลงใต้ดิน รัสเซียกำลัง สร้างฐานทัพและหลุมหลบภัยใต้ดิน 5 พันแห่ง ฯลฯ จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ !
สัญญาณบอกเหตุ 1-3 วัน
         ย้อนกลับมาดูผลศึกษาเหตุการณ์ในอดีต พบว่าเมื่อปี 1859 พายุสุริยะเคยเกิดขึ้นทำให้ระบบสายส่งโทรเลขขัดข้อง มีเจ้าหน้าที่ถูกไฟฟ้าชอร์ตเพราะพลังงานเหล่านี้ถูกส่งผ่านจากชั้นบรรยากาศ
         ถัดมายุคปัจจุบัน เริ่มจากวิกฤตอุทกภัยในภาคกลางของประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าเมื่อ วันที่ 22 กันยายน 2554 ได้เกิดพายุสุริยะขึ้น เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์มีการระเบิดอย่างรุนแรง โดยหน่วยงาน spaceweather.com ของสหรัฐทำนายว่า ในวันที่ 26 กันยายน จะเกิดประจุไฟฟ้ามาตกกระทบที่ขอบโลก ด้านนอก และตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน ปริมาณน้ำก็เพิ่มขึ้นมากและเกิดน้ำท่วมต่อมา และในวันเดียวกันที่ประเทศสเปนยังมีภูเขาไฟระเบิดอีกด้วย  
 ล่าสุดกับ "น้ำท่วมภาคใต้" ปรากฏว่าตรวจพบพายุสุริยะเมื่อ 26 ธันวาคม จากนั้น 28  ธันวาคม  2554 เกิดฝนตกหนัก และวันที่ 30-31 ธันวาคม 2554 น้ำก็ท่วม ส่วนการเกิดคลื่นสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ปีที่ผ่านมา ก็ตรวจพบดวงอาทิตย์มีการระเบิดอย่างรุนแรง ทำให้ "จุดดับ" บนดวงอาทิตย์เกิดการหดหรือขยายตัว จึงมีการตั้งข้อสังเกต หากจุดดับบนดวงอาทิตย์หดหรือขยายตัว จะสัมพันธ์กับการเกิด แผ่นดินไหวบนโลก นั่นหมายความว่า ก่อนจะเกิดปรากฏการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ จะมีพายุสุริยะหรือการระเบิดของดวงอาทิตย์เกิดขึ้นก่อน เฉลี่ย 1-3 วัน
         เลี่ยงน้ำท่วมอีก 4 ปี การบรรยายในวันนั้นมีข้อสรุปแบบฟันธงว่า ระหว่างปี 2012-2015 ยังมีโอกาสที่ดวงอาทิตย์จะเกิดปฏิกิริยาพายุสุริยะได้ตลอด แต่  ไม่ขอฟันธงว่า ภัยพิบัติธรรมชาติจะเกิดขึ้นในเมืองไทยหรือประเทศอื่น แต่เชื่อว่าแนวโน้มสภาพอากาศ แปรปรวน ปัญหาน้ำท่วมยังคงมีอยู่ และมีโอกาสจะรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2015 ความถี่การเกิดพายุสุริยะจะลดลง จนกว่าจะผ่านไปอีก 11 ปี ที่วงรอบการเกิดพายุสุริยะถี่จะกลับมา ระหว่างนี้ คนไทยจึงไม่ควรประมาทกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น "สำหรับประเทศไทย ปัญหาน้ำท่วม บอกไม่ได้ ว่าเกิดที่ไหน รุนแรงเท่าใด แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่ ช่วงระหว่างปี 2012-2015 เมื่อคำนวณจากปรากฏการณ์พายุสุริยะ"

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตะลึง! เด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 5 เล่ม



นักวิชาการชี้ ผลสำรวจปี 2551 พบเด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 5 เล่ม แม้ในปี 2554 จะมีสถิติการอ่านเพิ่มมากขึ้น 

แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน ยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ ดังนั้นรัฐควรกระตุ้นการอ่านอย่างต่อเนื่อง
 
          เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดเสวนา 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน เพื่อพูดคุยถึงพฤติกรรมการอ่านหนังสือของ โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล หัวหน้าวิจัยโครงการ 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย เปิดเผยว่า โครงการ วิจัยดังกล่าว จัดทำขึ้นเพื่อสร้างแรงกระตุ้นนิสัยรักการอ่านในสังคมไทย เนื่องจากที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มักมองว่าหนังสือประเภทบันเทิงคดี เป็นหนังสือสำหรับอ่านเล่นเพียงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงหนังสือประเภทนี้ กลับมีบทบาทช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก
 
          ทั้งนี้ การคัดเลือก 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มวัยตามความสนใจและการรับเนื้อหาที่แตกต่างกัน คือ
 
          1. กลุ่มเด็กเล็ก อายุ 0-6 ปี จะคัดเลือกหนังสือที่มีรูปภาพประกอบและมีเนื้อหาที่อ่านง่าย
 
          2. กลุ่มเยาวชน อายุ 6-12 ปี จะ คัดเลือกหนังสือที่เด็กสามารถเอาตนเองไปเปรียบเทียบได้อย่างสนุก มีเนื้อหาที่สะท้อนชีวิตมากขึ้นทั้งความหวัง ความเศร้า แต่เนื้อหาจะไม่หดหู่และร้ายแรงจนเกินไป
 
          3. กลุ่มวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี คัดเลือกหนังสือที่มีมีเนื้อหาหลากหลาย โครงเรื่องซับซ้อนมากขึ้น และมีการใช้ภาษาที่เรียบง่ายแต่สื่อความหมายได้ดี
 
          รศ.วิทยากร กล่าวต่อว่า จากการคัดเลือกหนังสือเพื่อส่งเสริมการอ่านดังกล่าว ทำให้พบว่า ในภาพรวมของประเทศไทย ยังถือว่ามีการพัฒนาหนังสือสำหรับเด็กเล็กค่อนข้างน้อย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องร่วมกันพัฒนา เพราะ ช่วงเด็กถือเป็นช่วงที่สามารถพัฒนาทักษะการอ่าน และปลูกฝังพฤติกรรมรักการอ่านได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะช่วงอายุ 4 ขวบ หากเด็กเล็กได้อ่านหนังสือและเกิดติดใจ จะถือเป็นแรงกระตุ้นที่ดีที่เด็กจะติดนิสัยรักการอ่านไปตลอดชีวิต
 
          ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2551 ระบุว่า คน ไทยอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป ใช้เวลาอ่านหนังสือเรียนนอกเวลาเรียนและเวลาทำงาน เฉลี่ยวันละ 39 นาที โดยกลุ่มเยาวชนถือเป็นกลุ่มที่อ่านหนังสือมากที่สุด เฉลี่ย 46 นาที แต่หากเทียบกับประเทศอื่นยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำมาก ซึ่งจาก การจัดลำดับพฤติกรรมการอ่านพบว่าใน 1 ปี เด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยเพียง 5 เล่ม ขณะที่เวียดนาม อ่าน 60 เล่ม สิงคโปร์ อ่าน 45 เล่ม และมาเลเซีย อ่าน 40 เล่ม ดังนั้น รัฐบาลจึงควรผลักดันนโยบายรักการอ่านอย่างจริงจังในระยะยาวด้วย
 
          ด้าน นายปรีดา ปัญญาจันทร์ หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกหนังสือ กล่าวว่า หนังสือเด็กและเยาวชนของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน หากเทียบกับจำนวนเนื้อหาพบว่า ประเทศไทยมีผู้ผลิตหนังสือเด็กและเยาวชนของประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่น ๆ เนื่อง จากหนังสือเด็กในประเทศพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนใหญ่จะเน้นการนำนิทานพื้นบ้านกลับมาทำใหม่ ส่วนหนังสือเด็กในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือที่มาจากต่างประเทศเพราะไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา ขณะที่ในประเทศไทยนั้น พบว่าปัจจุบันหนังสือแปลจากต่างประเทศลดลง แต่มีการผลิตเนื้อหาภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลุ่มผู้อ่านยังคงเป็นกลุ่มเดิมที่มีพื้นฐานการศึกษา และฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรมีมาตรการสนับสนุนกลุ่มเด็กที่มีฐานะยากจนให้เข้าถึงหนังสือมากยิ่งขึ้น
 
          อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมว่า จากการสํารวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2554 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ดำเนินการสำรวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2554 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน พ.ศ. 2554 จากจำนวนครัวเรือนตัวอย่างประมาณ 53,000 ครัวเรือน พบว่า เด็กเล็กใน กทม. มีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด ร้อยละ 63.0 ส่วนผู้ที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป มีอัตราการอ่านหนังสือ ร้อยละ 68.6 ดังนั้นจึงพบว่า วัยเด็ก มีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าวัยอื่น รองลงมาคือ กลุ่มเยาวชน กลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มสูงอายุ
 
          ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ ผู้ที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป ได้ให้ข้อเสนอแนะในการรณรงค์ให้คนนักการอ่านหนังสือในหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น หนังสือควรมีราคาถูกลง และมีเนื้อหาสาระน่าสนใจ รวมทั้งควรมีห้องสมุดประจำหมู่บ้าน/ชุมชน ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบอัตราการอ่านหนังสือของประชากร ซึ่งสำรวจไว้ในปี 2551 พบ ว่า ประชากรมีอัตราการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี มีอัตราการอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น จากเดิมร้อยละ 63.0 เป็นร้อยละ 53.5
 
          สำหรับ กลุ่มผู้ที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป มีอัตราการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จากเดิมร้อยละ 66.3 เป็นร้อยละ 68.6 ทั้งนี้ อาจเนื่องจากมีการรณรงคส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปีเป็นวันรักการอ่าน และปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน จึงเชื่อว่าหากรัฐบาลมีการผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สิถิติการอ่านหนังสือของคนไทยน่าจะขยับสูงขึ้นอี

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ไม่น่าเชื่อ! รถยนต์ไร้คนขับของ Google วิ่งบนถนนปกติไปแล้วเกือบ 5 แสน กม. โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ!!

 ไม่น่าเชื่อ! รถยนต์ไร้คนขับของ Google วิ่งบนถนนปกติไปแล้วเกือบ 5 แสน กม. โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ!!


ติดตามข่าว IT ที่น่าสนใจกับ เฮียณัฐ TechXcite เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัท Google ได้ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญอีกครับ เกี่ยวกับรถยนต์ไร้คนขับ หรือ Self-Driving Cars ที่ล่าสุดทาง Google ได้ทดสอบการใช้งานจริงของรถยนต์ที่ว่านี้ ขับไปเรื่อยๆ แบบไม่มีคนขับถึง 300,000 ไมล์ หรือประมาณ 480,000 กิโลเมตร บนสภาพถนนทั่วไป ที่พวกเราใช้กันอยู่จริงนี่แหละครับ และที่สำคัญ การใช้งานที่ว่านี้ ไม่มีการเกิดอุบัติเหตุขึ้นด้วย (หลายคนขับไม่ถึง 100,000 กิโลเมตรก็ขับชนเองซะแล้ว)

การทดสอบนี้ถือเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ของทั้งวงการไอที และยนตกรรมของโลกเลยนะครับ กับรถยนต์ไร้คนขับของทาง Google ที่สามารถวิ่งบนท้องถนนสภาพจริงโดยไม่มีคนขับ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ และไม่เกิดอุบัติเหตุด้วยระยะทางถึง 480,000 กิโลเมตร ซึ่งตัวโปรแกรม Driverless นี้จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Street View ของ Google เองเช่นกัน และทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์อัจฉริยะ เพื่อควบคุมรถยนต์ รวมถึงกล้องถ่ายภาพ และเซ็นเซอร์มากมายหลายตัวรอบรถด้วย (รถยนต์รุ่นที่ใช้คือรุ่น Lexus RX450h Hybrid)

ใน อนาคตไม่แน่ว่า เวลาเราจะไปไหนก็แล้วแต่ เพียงแค่กดที่หมาย รถของคุณก็จะพาคุณไปส่งถึงที่หมายโดยไม่ต้องขับเองได้แล้วล่ะครับ เหมือนในการ์ตูนทีเดียวล่ะ น่าสนใจมาก
ก่อนหน้านี้ ทาง Google ได้เคยให้ชายตาบอดทดลองนั่งไปกับรถยนต์คันนี้มาแล้ว เจ๋งมากๆ

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

100 สุภาษิตควรรู้

*It is a rough road that leads to the heights of greatness.--หนทางไปสู่ความยิ่งใหญ่ ย่อมต้องฟันฝ่าอุปสรรค
* If you want to throw a stone, every lane will furnish one. -โอกาสทำชั่วเกิดขึ้นได้ง่ายทุกเวลา *
 It is better to be envied than pitied. -ถูกมองอย่างอิจฉา ดีกว่าถูกมองอย่างสมเพช
* The best fish swims near the bottom.-ของดีมีค่าต้องค้นหาจึงจะเจอ
 * It’s harder to conquer one’ own ambitions than it’s to slay a dragon. -ฆ่ามังกรยังง่ายกว่าดับตัณหาในตัวเอง
* The used key is always bright. ( Practice makes perfect. ) -การฝึกฝนอยู่เสมอทำให้เกิดความชำนาญ
*Don’t let the grass grow under your feet. -อย่าให้ความเกียจคร้านเป็นอุปสรรคในการทำงาน
* To accomplish great deeds one must have knowledge as well as courage. -ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อยู่ที่กำลังใจและปัญญา
*An empty hand is no lure for a hawk. -ไม่มีใครได้อะไรโดยไม่ต้องลงทุน
* Hair by hair you will pull out the horse’s tail. -ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เพราะความเพียร
* To lock the stable door after the horse is stolen. -วัวหายจึงล้อมคอก (สายเกินแก้)
* Better to be the head lf a dog than the tail lf a lion. -เป็นใหญ่ในที่เล็กดีกว่าเป็นเล็กในที่ใหญ่
* Half a loaf is better than none. -แม้มีน้อยด้อยค่ายังดีกว่าไม่มีเลย
* He who hunts two hares leaves one and loses the other. ( No one can do well two things at once. ) -อย่าจับปลาสองมือ อย่าเหยียบเรือสองแคม
* He who would eat the nuts must first crack the shell. -ผู้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคจึงจะประสบความสำเร็จ
* Never judge a book by its cover. -อย่าตัดสินสิ่งใดเพียงภายนอกที่มองเห็น
* Don’t count your chickens before they are hatched. -อย่าหวังน้ำบ่อหน้า อย่าตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ
* People who live in glass houses shouldn’t throw stones. -อย่าตำหนิคนอื่นเขา ในเมื่อตัวเราก็ไม่ต่างกัน (ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง)
* You can lead a horse to water but you can’t make it drink. -อย่าข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า (ให้คำแนะนะได้แต่ไม่สามารถบังคับให้ทำตามได้)
* When the cat’s away the mice will play. - (แมวไม่อยู่ หนูร่าเริง) หน้าไว้หลังหลอก
* A real king is greater than his crown. A real man is more than his clothes. -ความเป็นคนไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า ความเป็นราชาไม่ได้อยู่ที่มงกุฎ
* Let a sleeping dog lie. -อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ (อย่าหาเรื่องใส่ตัว)
* One swallow doesn’t make a summer. -อย่าด่วนสรุปความก่อนฟังเหตุผลให้ถ้วนถี่
* A bad workman always blames his tools. -รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
* Cross the stream where it is shallowest. -จงหาวิธีง่ายที่สุดในการแก้ปัญหา
* A bird in hand is worth two in the bush. -จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่
* Don’t cross a bridge until you come to it. -อย่าตีตนไปก่อนไข้
* Cut your coat according to your cloth. -นกน้อยทำรังแต่พอตัว
* The proof of the pudding is in the eating. -ค่าของคนอยู่ผลของงาน
* Don’t make a mountain out of a mole hill. -อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
*Be not afraid of growing slowly Be afraid only of standing still. ( Chinese Prov. ) -อย่าห่วงเลยถ้าต้องไปอย่างช้าช้า ที่น่ากลัวมากกว่าก็คือหยุดอยู่กับที่
* It takes two to make a quarrel. -ตบมือข้างเดียวไม่ดัง
* No man is happy who does not think himself so. -คนที่ปราศจากความสุขก็คือคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีความสุข (สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ)
* It’s never too late to mend. -ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการแก้ไข้ * One good turn deserves another. แตงโมเลื้อยไปแตงไทเลื้อยมา * The harder the storm the sooner it’s over. -เรื่องใหญ่จบง่ายกว่าเรื่องเล็ก
* A change of pasture makes fat calves. -ประสบการณ์ใหม่ๆ ทำให้วิสัยทัศน์กว้างไกล
* Advice after mischief is like medicine after death. -กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ (สายเกินแก้)
* When the building is about to fall down all the mice desert it. -เมื่อหมดอำนาจวาสนา คนนำพาก็ลาจาก
* Don’t wash dirty linen in public. -(อย่าเอาเรื่องในบ้านไปเล่านอกบ้าน) อย่าสาวไส้ให้กากิน
* If you can’t bite better not show your teeth. -อย่าขู่ใครเขาถ้าเราไม่แน่จริง
* Make hay while the sun shines. ( Tide and time wait for no one. ) -น้ำขึ้นให้รับตัก
* A stitch in time saves nine. -ตัดไฟแต่ต้นลม
* There is no rose without thorns. -ไม่มีกุหลาบใดปราศจากหนาม ไม่มีความสำเร็จใดที่ปราศจากอุปสรรค
* Too many cooks spoil the broth. -มากหมอมากความ
* Every dog has his day. -วันพรไม่มีหนเดียว (ทุกคนย่อมมีโอกาส)
* Success is a ladder that cannot be climbed with your hands in your pockets. ( American Prov. ) -ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เพราะความเพียร
* If you don’t value what you have, you’re sure to lose it. -กว่าจะรู้ค่าสิ่งที่มีอยู่ก็สายเสียแล้ว
* A man of word not a man of deed is like a garden full of weed. -ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน (ไม่ใช่ที่คำพูด)
* If you would enjoy the fire you must put up with smoke. -(ถ้าจะเล่นไฟก็ไม่ควรกลัวควัน) สุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน
* What’s sauce for the goose is sauce for the gander. -ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน
* Don’t put all eggs in one basket. -อย่าตั้งความหวังไว้กับสิ่งเดียว (พลาดพลั้งจะเหมือนนกปีกหัก)
* Faults are thick when love is thin. ( Danish. ) -ยามรักจืดจางก็มองเห็นแต่ข้อเสีย (ของกันและกัน)
* It’s impossible to judge someone without judging yourself. -จงพิจารณาตนเองก่อนไปตัดสินคนอื่น
* When men are friendly even water is sweet. ( Chinese. ) -ยามเมื่อเรามีสัมพันธ์ภาพที่ดีต่อกันแม้น้ำก็ยังหวาน
* Beware of little expenses, a small leak can sink a great ship. -เรื่องเล็กอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าไม่ใส่ใจระมัดระวัง
* A man with little learning is like a frog who thinks its paddle a great sea. -คนมีความรู้น้อยเปรียบดังกบในแอ่งน้ำขังที่มันคิดว่านั่นคือทะเล (กบในกะลา)
* By a sweet tougue and kindness you can drag an elephant with a hair. -ปิยะวาจาและความเมตตาชนะทุกสิ่ง
* The best way to fight an evil man is to pay no attention. -จงสู้กับคนชั่วด้วยวิธีอหิงสา
* Love your neighbors, but don’t pull down the fence. -จงรักเพื่อนบ้านแต่ต้องมีขอบเขต
* He who asks a question is fool for five minutes; He who does not ask remains a fool forever. -ยอมโง่ห้านาทีเพื่อถามสิ่งที่ไม่รู้ดีกว่าไม่ถามแล้วโง่ตลอดชีวิต
* Life is a struggle For those who want more than life itself. -ชีวิตคงต้องดิ้นรนเรื่อยไป ถ้าไม่รู้จักคำว่า “พอ”
* Don’t bite the hand that feed you. -อย่ากินบนเรือน แล้วถ่ายบนหลังคา
* Criticism comes easier than craftsmanship.(Zeusis) -วิจารณ์ง่ายกว่าลงมือทำ
* With money, a dragon without it, worm. (Chinese) -ยามร่ำรวยเปรียบดังพระยา หมดวาสนาก็เหมือนไส้เดือน กื้งกือ
* The one who understands does not speak; the one who speaks does not understand. -คนฉลาดมากพูดน้อย คนฉลาดน้อยพูดมาก
* If you don’t have a plan for yourself you’ll be part of someone else’s. -ถ้าไม่คิดทำอะไรเอง ก็ต้องเป็นผู้ตามเรื่อยไป
* Don’t ignore the small things the kite flies because of its tail. -อย่าดูถูกสิ่งเล็กน้อยว่าด้อยค่า ทุกอย่างมีราคาในตัวเอง
*Misfoutune shows those who are really friends. -ยามทุกข์ยากจึงรู้ว่าใครคือเพื่อนแท้
* The crab that walks too far falls into pot. (Haitian) -คนอวดเก่งมักถึงหายนะในที่สุด
* Behind an able man there are always other able men. -เหนือฟ้ายังมีฟ้า
* When the head is under the influence of wine, many a thing swims out of heart. (Yugoslav) -พอเหล้าเข้าปาก ความยากก็หายไป * Seek advice but use your own common sense. (Yiddish) -จงแสวงหาคำแนะนำแต่ตัดสินใจด้วยตัวเอง
* If you kick a stone in anger you’ll hurt your own foot. (Korean) -(เตะก้อนหินเวลาโกรธ จะเจ็บเท้าตัวเอง) การทำอะไรเมื่อขาดสติ จะเสียใจภายหลัง
* A word spoken in anger may mar an entire life. (Greek) -การพูดอะไรเวลาโกรธ อาจทำลายชีวิตทั้งชีวิต (จงมีสติ)
* There’s nothing worse than a person looking for a quarrel. (Setian) -ไม่มีอะไรจะเลวร้ายยิ่งกว่าคนที่คอยแต่จะหาเรื่องทะเลาะวิวาท
 * The teeth that laugh are also those that bite. (West- African) -(หน้าเนื้อใจเสือ) ปากปราศัยน้ำใจเชือดคอ
* The price of your hat isn’t the measure of your brain. (African- American) -รูปกายภายนอกไม้ได้บ่งบอกถึงความสามารถ
* With a stout heart, a mouse can lift an elephant. (Tibetan) -จิตใจที่แข็งแรงสามารถชนะอุปสรรคทั้งมวล
* Don’t hang your hat higher than you can reach. (Belizean) อย่าตั้งความหวังไว้สูงเกินความสามารถของตน
* Beauty without virtue is a flower without perfume. (French) -ความงามที่ไร้คุณค่าเปรียบดังดอกไม้ที่ปราศจากกลิ่นหอม
* Set a thief to catch a thief. -หนามยอกเอาหนามบ่ง
* Little is spent with difficulty, much with ease. (Thai) -เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
* Even a fish wouldn’t get into trouble if it kept its mouth shut. (Korean) -(แม้แต่ปลาก็ไม่เดือดร้อนถ้าไม่อ้าปาก) ปลาหมอตายเพราะปาก
* Nothing is too high for a man to reach, but he must climb with care and confidence. -ไม่มีอะไรไกลเกินฝัน ขอพียงเชื่อมั่นเมื่อก้าวไป
* The truly rich are those who enjoy what thy have. (Yiddish) -ความร่ำรวยที่แท้จริงคือพอใจในใงที่มีอยู่
* Worry often gives a small thing a big shadow. (Swedish) -ความวิตกกังวลทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่
* Never spend time with people who don’t respect you. (Maori) -ไม่ควรเสียเวลาเสวนากับคนที่ไม่นับถือเรา
* Don’t call the alligator big-mouth till you have crossed the river. (Belizean) -อย่าวิจารณ์คนอื่นเขาถ้างานยังไม่เสร็จ
* Don’t be so clever; cleverer ones than you are in jail. (Russian) -อย่าทำเป็นอวดฉลาดคนที่ฉลาดกว่าท่านตอนนี้อยู่ในคุก
* Having two ears and one tougue we should listen twice as much as we speak. (Turkish) -จงฟังมากกว่าพูด
* All food fit to eat, but not all words are fit to speak. (Haitian) -อาหารกินได้ทุกเวลา แต่วาจาควรสงวนไว้บ้าง
* Fools are like other folks as long as they are silent. (Danish) -ตราบเท่าที่ไม่เอ่ยวาจา ไม่มีใครรู้ว่าเราโง่
* If you follow a fool, you’re a fool yourself. (Jamaican) -เข้าฝูงหงส์ก็เป็นหงส์ เข้าฝูงกาก็เป็นกา
* The only way to have a friend is to be one. -ถ้าอยากมีเพื่อนก็ต้องทำตัวให้เป็นเพื่อน (รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา)
* Never make a defence or apology before you be excused. (Charles l) -อย่ากินปูนร้อน (อย่าแก้ตัวก่อนถูกกล่าวหา)
 * Neither a borrower nor a lender be. For loan often lose both itself and friends. (William Shakespesre) -ไม่ควรเป็นทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ การกู้ยืมทำให้เสียทั้งเงินแล้ะเพื่อน
* Do wrong once and you’ll never hear the end of it. -ทำผิดครั้งเดียว ผู้คนจะพูดถึงไม่มีวันจบสิ้น
* The best way to succeed in life is to act on the advice you give to others. -วิธีที่ดีทีสุดในการสร้างความสำเร็จในชีวิตก็คือปฏิบัติตามคำที่แนะนำผู้อื่น

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Ma Journée


Le mardi,

    Le matin, je me lève à 6 heures 30 et je me brosse les dents. Je prends mon petit déjeuner avec ma famille. Puis, je prends ma douche et je m’habille. Je vais à l’école à 7 heures. À midi, je déjeune à la cantine. À 17 heures, je rentré chez moi. Je fais mes devoirs. Le soir, mes amies et moi dînons. Après, lire une BD. Je me couche tôt, à 23 heures et demie.

Voilà, c’est ma journée !

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

European Football Championship

     ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (อังกฤษ: European Football Championship) หรือที่นิยมเรียกทั่วไปว่า ฟุตบอลยูโร เป็นการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญที่สุดของทีมชาติในทวีปยุโรป ซึ่งจัดขึ้นทุก 4 ปีโดยสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) และจะห่างจากการแข่งขันฟุตบอลโลกของฟีฟ่า 2 ปี เริ่มแข่งขันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) โดยแนวคิดของ อองรี เดอโลเนย์ เลขาธิการสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศสขณะนั้น ทั้งนี้ ในการแข่งขัน 5 ครั้งแรก มีทีมชาติร่วมแข่งขันเพียง 4 ประเทศ ต่อมาในการแข่งขันครั้งที่ 6 เมื่อปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) รอบสุดท้ายมีทีมชาติเข้าแข่งเพิ่มเป็น 8 ประเทศ จากนั้นในครั้งที่ 10 เมื่อปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) เพิ่มจำนวนเป็น 16 ประเทศในรอบสุดท้าย และในครั้งที่ 15 ซึ่งจะจัดขึ้นปี พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) ทีมชาติในรอบสุดท้ายจะเพิ่มขึ้นเป็น 24 ประเทศ ทั้งนี้ การแข่งขันนัดชิงลำดับที่สาม ยกเลิกไปในการแข่งขันครั้งที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) สำหรับฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 จัดการแข่งขันที่สาธารณรัฐโปแลนด์ และประเทศยูเครน

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ปรากฎการณ์ทางดาราศาสตร์ ในปี 2012



วัน/เดือน/ปี
ปรากฏการณ์
ช่วงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์
การสังเกตการณ์ในประเทศไทย
อุปกรณ์
5 มีนาคม 2555
ดาวอังคารเคลื่อนที่เข้าใกล้โลกมากที่สุด
18:16- 06:41น. ของวันที่ 6 มีนาคม 2555
สามารถสังเกตการณ์ได้ในประเทศไทย
ตาเปล่า,กล้องสองตา,กล้องโทรทรรศณน์
28 เมษายน 2555
ดาวเสาร์อยู้่ในตำแหน่งตรงข้าม
ตลอดทั้งคืน
สามารถสังเกตการณ์ได้ในประเทศไทย
ตาเปล่า,กล้องสองตา,กล้องโทรทรรศณน์
21 พฤษภาคม 2555
สุริยุปราคาวงแหวน
05:00-20:17 น.
สังเกตการณ์ได้จากประเทศไทยในรูปแบบของสุริยุปราคาบางส่วน
แผ่นกรองแสงอาทิตย์,กล้องโทรทรรศน์
4 มิถุนายน2555
จันทรุปราคาบางส่วน
15:48-18:03 น.
สามารถสังเกตการณ์ได้จากประเทศไทย ในช่วงท้ายของปรากฏการณ์
ตาเปล่า,กล้องสองตา,กล้องโทรทรรศณน์
6 มิถุนายน2555
ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์
05:09-11:49 น.
สามารถสังเกตการณ์ได้ในประเทศไทย
กล้องโทรทรรศน์ ติดตั้งแผ่นกรองแสงอาทิตย์
5 สิงหาคม 2555
ยาน Curiosity ในภารกิจ Mars science laboratory ลงจดบนดาวอังคาร
-
ไม่สามารถสังเกตการณ์ได้จากประเทศไทย
ติดตามจากการแถลงการของ นาซา
12-13 สิงหาคม 2555
ฝนดาวตกเพอร์เซอิดหรือฝนดาวตกวันแม
22:00-04:00ของเช้าวันถัดไป
สามารถสังเกตการณ์ได้ในประเทศไทย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสภาพท้องฟ้า ทางภาคใต้มีโอกาสได้ชมปรากฏการณ์มากกว่าภาคเหนือและภาคกลาง
ตาเปล่า
14 พฤศจิกายน 2555
สุริยุปราคาเต็มดวง
03:35-06:48 น.
ไม่สามารถสังเกตการณ์ได้จากประเทศไทย
แผ่นกรองแสงอาทิตย์,กล้อง โทรทรรศน์
17-18 พฤศจิกายน 2555
ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงห์โต
00:00 - 04:00 น
สามารถสังเกตการณ์ได้ในประเทศไทย
ตาเปล่า

28 พฤศจิกายน 2555
จันทรุปราคาเงามัว
21:33-23:51 น.
สามารถสังเกตการณ์ได้ในประเทศไทย
ตาเปล่า,กล้องสองตา,กล้องโทรทรรศณน์
3 ธันวาคม 2555
ดาวพฤหัสอยู่ตำแหน่งตรงข้าม
ตลอดทั้งคืน
สามารถสังเกตการณ์ได้ในประเทศไทย
ตาเปล่า,กล้องสองตา,กล้องโทรทรรศณน์
13 ธันวาคม 2555
ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่
ตลอดทั้งคืนของันที่ 13 และมากที่สุดเวลา 02:00-04:00 ของวันที่ 14
สามารถสังเกตการณ์ได้ในประเทศไทย
ตาเปล่า

 

ตาราง แสดงปรากฏการณ์และเหตุการทางดาราศาสตร์ ในปี .. 2012