วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

ภาพยนตร์อินเดีย


หรือ ที่รู้จักในชื่อ บอลลีวู้ด (Bollywood) (หมายถึง ฮอลลีวู้ดแห่งบอมเบย์) ในแต่ละปี อุตสาหกรรมบอลลีวู้ด ผลิตภาพยนตร์ออกสู่ตลาดมากที่สุดในโลกประมาณ 800-1,000 เรื่อง
โดยในแต่ละวัน ชาวอินเดียจะซื้อตั๋วเข้าไปหาความบันเทิงตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศราว 10 ล้านคน และจากชาวอินเดียที่กระจายอยู่ทั่วโลกอีกประมาณ 20 ล้านคน ทั้งนี้ยังมีชาวต่างชาติที่นิยมชมภาพยนตร์อินเดีย ซึ่งมีให้ชมทั้งในเอเชีย ประเทศไทย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาอังกฤษ เยอรมัน สเปน ฟิจิ หรือแม้แต่รัสเซีย
หนังอินเดียยุคใหม่ช่วงแรกสามารถนับได้ว่าเป็นในช่วงปี ค.ศ. 1990-1995 ภาพยนตร์บอลลีวู้ดส่วนใหญ่ มักนำเสนอเรื่องราวความรักที่ต้องผ่านอุปสรรคและการเสียสละ ก่อนที่จะจบลงด้วยความสมหวังหรือผิดหวัง ในแบบที่ต้องเดาว่าตอนจบนั้นเป็นอย่างไร หรือจะเรียกว่า ไคลแม็กส์ของหนังบอลลีวู้ดในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ เป็นจุดคลี่คลายเนื้อหาทั้งหมดของเรื่อง ความน่าตื่นตาตื่นใจของ หนังบอลลีวู้ดในระยะนี้ คือ การที่คนเขียนบท สามารถคลี่คลายตอนจบ ได้นับร้อยนับพันวิธี เท่าที่ผู้เขียนได้เคยดูหนังมา ยังไม่พบตอนจบของหนังเรื่องใดที่ซ้ำกันเลย ทั้งๆ ที่แนวเรื่องอาจจะคล้ายๆ กันบ้างในบางเรื่อง อาจจะเรียกว่า หากตอนจบเป็นจุดไคลแม็คส์ของหนัง เราดูแล้วประทับใจ เราก็แทบจะไม่เชื่อแล้วว่าจะมีจุดจบของหนังที่แตกต่าง หรือ ดีไปกว่านี้อีก แต่หากคุณมาดูหนังอินเดียจะพบว่า ตอนจบเขาทำออกมาได้หลากหลายมากๆ เสมือนกับการ มองไปที่แหวนเพชรในตู้โชว์ ซึ่งอาจจะดูผ่านๆ แล้วเหมือนกัน แต่พอหยิบเอามาสวมแล้วกลับมีเสน่ห์ ดึงดูดต่างๆ กันไปในแต่ละวง นั่นเอง
หนังในช่วงปี ก่อน ค.ศ. 1990 นับได้ว่าเป็นหนังอินเดียยุคเปลี่ยนผ่าน นั่นคือ เปลี่ยนจากหนังอินเดียแบบดั้งเดิม เข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งยากต่อการระบุว่า เริ่มขึ้นเมื่อใด เพราะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 เป็นต้นมา เริ่มมีแนวการสร้างหนัง หลากหลายมากขึ้น คุณภาพการถ่ายทำที่หลากหลาย และผู้กำกับหน้าใหม่ก็เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจอาจจะกำหนดให้ละเอียดลงไปได้ว่า ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1985 -1990 นี่ล่ะคือยุคที่เริ่มมีการเปลี่ยนผ่านขึ้นมาจริงๆ โดยถือว่าปี 1985 เป็นช่วงเริ่มต้น ของดาราหน้าใหม่ประจำยุคร่วมสมัยกับพวกเรา เช่น การแสดงหนังเรื่องแรกของดาราผู้มากความสามารถอย่าง Govinda จากหนังเรื่อง Ilzaam ในปี 1986 เขาเป็นพระเอกที่แสดงได้หลากบทบาท ความสามารถสูง โดยเฉพาะหนังแนวตลก ซึ่งในขณะนั้น พระเอกอย่าง Jackie Shroff, Anil Kapoor กำลังอิ่มตัวพอดี
พอเข้าปี 1988 ดาราทองอีกคนของยุคร่วมสมัยก็กำเนิดขึ้น ซัลมาน ข่าน จากหนังเรื่องแรกของเขา Biwi Ho To Aisi จะเรียกว่า ซัลมาน ข่าน คือผลผลิตจากยุคเปลี่ยนผ่านก็เป็นได้ เพราะปัจจุบันยังมีงานแสดงอย่างต่อเนื่อง
1991 หนังเรื่อง Phool Aur Kaante เปิดตัวพระเอกใหม่ อะเจย์ เดฟกัน ปี 1992 หนังเรื่อง Bekhudi เปิดตัวนางเอกที่จะมาเป็นราชินีบอลลีวู้ดในยุคเปลี่ยนผ่าน คือ คาโจล หนังเรื่อง Deewana ได้สร้าง ดาราหน้าใหม่ นาม Shah Rukh Khan ให้มาเป็น ราชา บอลลีวู้ด คนปัจจุบัน หนังเรื่อง Parampara มอบดาวทองให้กับวงการบอลลีวู้ดอีกคนคือ Saif Ali Khan ปี 1993 หนังเรื่อง Baazigar ทำให้ Shahrukh Khan ได้รางวัล Filmfare Best Actor
ปัจจุบัน ดารา ระดับคุณภาพ เช่น ศาห์รุข ข่าน, ซัลมาน ข่าน และ อาเมียร์ ข่าน

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

พายุสุริยะ


ปรากฏการณ์ "พายุสุริยะ" ทำให้ดวงอาทิตย์ส่งพลังงานประจุไฟฟ้าออกมายังโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ซึ่งประจุไฟฟ้าที่ ส่งออกมาคือสิ่งที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของ "ภูมิอากาศ" และ "ระบบธรณีวิทยา" บนโลก
แล้วปรากฏการณ์พายุสุริยะเกิดขึ้นได้อย่างไร !
การจะเกิดพายุสุริยะได้ต้องมี 3 องค์ประกอบ คือ 1) ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 2) เกิดปรากฏการณ์เรียงตัวกันเป็นระนาบในทางช้างเผือก และ 3) มีรังสีคอสมิก
ขณะเดียวกัน เมื่อปี 2551 องค์การนาซาได้ตรวจพบ "รูรั่ว" ในสนามแม่เหล็กโลกที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยคาดไว้ และยังพบชั้นบรรยากาศของโลกที่หดตัวลงมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้เปรียบเสมือนสิ่งที่เป็นเกราะป้องกันรังสีจากนอกโลกไว้
ประเด็นคือยิ่งปริมาณ "รังสีคอสมิก" เข้ามามากเท่าไหร่ จะเกิดความแปรปรวนของภูมิอากาศในโลก จะมีน้ำก่อตัวมากขึ้น 
ที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อปี 1978 มีนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งเคยคาดการณ์ล่วงหน้าว่า ในช่วงเร็ว ๆ นี้ระบบสุริยะที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง กำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่กลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ในอวกาศ ทำให้มี "รังสีคอสมิก" เข้ามาในระบบสุริยะมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศบนดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะ
สมมติฐานนี้ได้ถูกคอนเฟิร์มแล้ว เมื่อปี 2009 จากข้อมูลของดาวเทียม voyager 1 และ 2 ของนาซาที่โคจรอยู่บริเวณขอบของระบบสุริยะ
จึงตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศ ทั่วโลกที่กำลังมีความเคลื่อนไหว อาทิ พม่าย้ายเมืองหลวงไปที่เนปิเดา ห่างชาย ฝั่งทะเล 400 กิโลเมตร เนเธอร์แลนด์สร้างบ้านลอยน้ำ อเมริกากำลังสร้างเมืองลอยน้ำ นอรเวย์ย้ายฐานทัพทหารลงใต้ดิน รัสเซียกำลัง สร้างฐานทัพและหลุมหลบภัยใต้ดิน 5 พันแห่ง ฯลฯ จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ !
สัญญาณบอกเหตุ 1-3 วัน
         ย้อนกลับมาดูผลศึกษาเหตุการณ์ในอดีต พบว่าเมื่อปี 1859 พายุสุริยะเคยเกิดขึ้นทำให้ระบบสายส่งโทรเลขขัดข้อง มีเจ้าหน้าที่ถูกไฟฟ้าชอร์ตเพราะพลังงานเหล่านี้ถูกส่งผ่านจากชั้นบรรยากาศ
         ถัดมายุคปัจจุบัน เริ่มจากวิกฤตอุทกภัยในภาคกลางของประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าเมื่อ วันที่ 22 กันยายน 2554 ได้เกิดพายุสุริยะขึ้น เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์มีการระเบิดอย่างรุนแรง โดยหน่วยงาน spaceweather.com ของสหรัฐทำนายว่า ในวันที่ 26 กันยายน จะเกิดประจุไฟฟ้ามาตกกระทบที่ขอบโลก ด้านนอก และตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน ปริมาณน้ำก็เพิ่มขึ้นมากและเกิดน้ำท่วมต่อมา และในวันเดียวกันที่ประเทศสเปนยังมีภูเขาไฟระเบิดอีกด้วย  
 ล่าสุดกับ "น้ำท่วมภาคใต้" ปรากฏว่าตรวจพบพายุสุริยะเมื่อ 26 ธันวาคม จากนั้น 28  ธันวาคม  2554 เกิดฝนตกหนัก และวันที่ 30-31 ธันวาคม 2554 น้ำก็ท่วม ส่วนการเกิดคลื่นสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ปีที่ผ่านมา ก็ตรวจพบดวงอาทิตย์มีการระเบิดอย่างรุนแรง ทำให้ "จุดดับ" บนดวงอาทิตย์เกิดการหดหรือขยายตัว จึงมีการตั้งข้อสังเกต หากจุดดับบนดวงอาทิตย์หดหรือขยายตัว จะสัมพันธ์กับการเกิด แผ่นดินไหวบนโลก นั่นหมายความว่า ก่อนจะเกิดปรากฏการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติ จะมีพายุสุริยะหรือการระเบิดของดวงอาทิตย์เกิดขึ้นก่อน เฉลี่ย 1-3 วัน
         เลี่ยงน้ำท่วมอีก 4 ปี การบรรยายในวันนั้นมีข้อสรุปแบบฟันธงว่า ระหว่างปี 2012-2015 ยังมีโอกาสที่ดวงอาทิตย์จะเกิดปฏิกิริยาพายุสุริยะได้ตลอด แต่  ไม่ขอฟันธงว่า ภัยพิบัติธรรมชาติจะเกิดขึ้นในเมืองไทยหรือประเทศอื่น แต่เชื่อว่าแนวโน้มสภาพอากาศ แปรปรวน ปัญหาน้ำท่วมยังคงมีอยู่ และมีโอกาสจะรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2015 ความถี่การเกิดพายุสุริยะจะลดลง จนกว่าจะผ่านไปอีก 11 ปี ที่วงรอบการเกิดพายุสุริยะถี่จะกลับมา ระหว่างนี้ คนไทยจึงไม่ควรประมาทกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น "สำหรับประเทศไทย ปัญหาน้ำท่วม บอกไม่ได้ ว่าเกิดที่ไหน รุนแรงเท่าใด แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่ ช่วงระหว่างปี 2012-2015 เมื่อคำนวณจากปรากฏการณ์พายุสุริยะ"

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตะลึง! เด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 5 เล่ม



นักวิชาการชี้ ผลสำรวจปี 2551 พบเด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 5 เล่ม แม้ในปี 2554 จะมีสถิติการอ่านเพิ่มมากขึ้น 

แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน ยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ ดังนั้นรัฐควรกระตุ้นการอ่านอย่างต่อเนื่อง
 
          เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดเสวนา 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน เพื่อพูดคุยถึงพฤติกรรมการอ่านหนังสือของ โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล หัวหน้าวิจัยโครงการ 100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย เปิดเผยว่า โครงการ วิจัยดังกล่าว จัดทำขึ้นเพื่อสร้างแรงกระตุ้นนิสัยรักการอ่านในสังคมไทย เนื่องจากที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มักมองว่าหนังสือประเภทบันเทิงคดี เป็นหนังสือสำหรับอ่านเล่นเพียงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงหนังสือประเภทนี้ กลับมีบทบาทช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก
 
          ทั้งนี้ การคัดเลือก 100 หนังสือที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มวัยตามความสนใจและการรับเนื้อหาที่แตกต่างกัน คือ
 
          1. กลุ่มเด็กเล็ก อายุ 0-6 ปี จะคัดเลือกหนังสือที่มีรูปภาพประกอบและมีเนื้อหาที่อ่านง่าย
 
          2. กลุ่มเยาวชน อายุ 6-12 ปี จะ คัดเลือกหนังสือที่เด็กสามารถเอาตนเองไปเปรียบเทียบได้อย่างสนุก มีเนื้อหาที่สะท้อนชีวิตมากขึ้นทั้งความหวัง ความเศร้า แต่เนื้อหาจะไม่หดหู่และร้ายแรงจนเกินไป
 
          3. กลุ่มวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี คัดเลือกหนังสือที่มีมีเนื้อหาหลากหลาย โครงเรื่องซับซ้อนมากขึ้น และมีการใช้ภาษาที่เรียบง่ายแต่สื่อความหมายได้ดี
 
          รศ.วิทยากร กล่าวต่อว่า จากการคัดเลือกหนังสือเพื่อส่งเสริมการอ่านดังกล่าว ทำให้พบว่า ในภาพรวมของประเทศไทย ยังถือว่ามีการพัฒนาหนังสือสำหรับเด็กเล็กค่อนข้างน้อย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องร่วมกันพัฒนา เพราะ ช่วงเด็กถือเป็นช่วงที่สามารถพัฒนาทักษะการอ่าน และปลูกฝังพฤติกรรมรักการอ่านได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะช่วงอายุ 4 ขวบ หากเด็กเล็กได้อ่านหนังสือและเกิดติดใจ จะถือเป็นแรงกระตุ้นที่ดีที่เด็กจะติดนิสัยรักการอ่านไปตลอดชีวิต
 
          ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2551 ระบุว่า คน ไทยอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป ใช้เวลาอ่านหนังสือเรียนนอกเวลาเรียนและเวลาทำงาน เฉลี่ยวันละ 39 นาที โดยกลุ่มเยาวชนถือเป็นกลุ่มที่อ่านหนังสือมากที่สุด เฉลี่ย 46 นาที แต่หากเทียบกับประเทศอื่นยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำมาก ซึ่งจาก การจัดลำดับพฤติกรรมการอ่านพบว่าใน 1 ปี เด็กไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยเพียง 5 เล่ม ขณะที่เวียดนาม อ่าน 60 เล่ม สิงคโปร์ อ่าน 45 เล่ม และมาเลเซีย อ่าน 40 เล่ม ดังนั้น รัฐบาลจึงควรผลักดันนโยบายรักการอ่านอย่างจริงจังในระยะยาวด้วย
 
          ด้าน นายปรีดา ปัญญาจันทร์ หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกหนังสือ กล่าวว่า หนังสือเด็กและเยาวชนของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน หากเทียบกับจำนวนเนื้อหาพบว่า ประเทศไทยมีผู้ผลิตหนังสือเด็กและเยาวชนของประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่น ๆ เนื่อง จากหนังสือเด็กในประเทศพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนใหญ่จะเน้นการนำนิทานพื้นบ้านกลับมาทำใหม่ ส่วนหนังสือเด็กในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือที่มาจากต่างประเทศเพราะไม่มีข้อจำกัดด้านภาษา ขณะที่ในประเทศไทยนั้น พบว่าปัจจุบันหนังสือแปลจากต่างประเทศลดลง แต่มีการผลิตเนื้อหาภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลุ่มผู้อ่านยังคงเป็นกลุ่มเดิมที่มีพื้นฐานการศึกษา และฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรมีมาตรการสนับสนุนกลุ่มเด็กที่มีฐานะยากจนให้เข้าถึงหนังสือมากยิ่งขึ้น
 
          อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมว่า จากการสํารวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2554 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ดำเนินการสำรวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2554 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างเดือน พฤษภาคม – มิถุนายน พ.ศ. 2554 จากจำนวนครัวเรือนตัวอย่างประมาณ 53,000 ครัวเรือน พบว่า เด็กเล็กใน กทม. มีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด ร้อยละ 63.0 ส่วนผู้ที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป มีอัตราการอ่านหนังสือ ร้อยละ 68.6 ดังนั้นจึงพบว่า วัยเด็ก มีอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าวัยอื่น รองลงมาคือ กลุ่มเยาวชน กลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มสูงอายุ
 
          ซึ่งในการสำรวจครั้งนี้ ผู้ที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป ได้ให้ข้อเสนอแนะในการรณรงค์ให้คนนักการอ่านหนังสือในหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น หนังสือควรมีราคาถูกลง และมีเนื้อหาสาระน่าสนใจ รวมทั้งควรมีห้องสมุดประจำหมู่บ้าน/ชุมชน ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบอัตราการอ่านหนังสือของประชากร ซึ่งสำรวจไว้ในปี 2551 พบ ว่า ประชากรมีอัตราการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี มีอัตราการอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น จากเดิมร้อยละ 63.0 เป็นร้อยละ 53.5
 
          สำหรับ กลุ่มผู้ที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป มีอัตราการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จากเดิมร้อยละ 66.3 เป็นร้อยละ 68.6 ทั้งนี้ อาจเนื่องจากมีการรณรงคส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปีเป็นวันรักการอ่าน และปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน จึงเชื่อว่าหากรัฐบาลมีการผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สิถิติการอ่านหนังสือของคนไทยน่าจะขยับสูงขึ้นอี

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ไม่น่าเชื่อ! รถยนต์ไร้คนขับของ Google วิ่งบนถนนปกติไปแล้วเกือบ 5 แสน กม. โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ!!

 ไม่น่าเชื่อ! รถยนต์ไร้คนขับของ Google วิ่งบนถนนปกติไปแล้วเกือบ 5 แสน กม. โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ!!


ติดตามข่าว IT ที่น่าสนใจกับ เฮียณัฐ TechXcite เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัท Google ได้ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญอีกครับ เกี่ยวกับรถยนต์ไร้คนขับ หรือ Self-Driving Cars ที่ล่าสุดทาง Google ได้ทดสอบการใช้งานจริงของรถยนต์ที่ว่านี้ ขับไปเรื่อยๆ แบบไม่มีคนขับถึง 300,000 ไมล์ หรือประมาณ 480,000 กิโลเมตร บนสภาพถนนทั่วไป ที่พวกเราใช้กันอยู่จริงนี่แหละครับ และที่สำคัญ การใช้งานที่ว่านี้ ไม่มีการเกิดอุบัติเหตุขึ้นด้วย (หลายคนขับไม่ถึง 100,000 กิโลเมตรก็ขับชนเองซะแล้ว)

การทดสอบนี้ถือเป็นนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ของทั้งวงการไอที และยนตกรรมของโลกเลยนะครับ กับรถยนต์ไร้คนขับของทาง Google ที่สามารถวิ่งบนท้องถนนสภาพจริงโดยไม่มีคนขับ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ และไม่เกิดอุบัติเหตุด้วยระยะทางถึง 480,000 กิโลเมตร ซึ่งตัวโปรแกรม Driverless นี้จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Street View ของ Google เองเช่นกัน และทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์อัจฉริยะ เพื่อควบคุมรถยนต์ รวมถึงกล้องถ่ายภาพ และเซ็นเซอร์มากมายหลายตัวรอบรถด้วย (รถยนต์รุ่นที่ใช้คือรุ่น Lexus RX450h Hybrid)

ใน อนาคตไม่แน่ว่า เวลาเราจะไปไหนก็แล้วแต่ เพียงแค่กดที่หมาย รถของคุณก็จะพาคุณไปส่งถึงที่หมายโดยไม่ต้องขับเองได้แล้วล่ะครับ เหมือนในการ์ตูนทีเดียวล่ะ น่าสนใจมาก
ก่อนหน้านี้ ทาง Google ได้เคยให้ชายตาบอดทดลองนั่งไปกับรถยนต์คันนี้มาแล้ว เจ๋งมากๆ

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

100 สุภาษิตควรรู้

*It is a rough road that leads to the heights of greatness.--หนทางไปสู่ความยิ่งใหญ่ ย่อมต้องฟันฝ่าอุปสรรค
* If you want to throw a stone, every lane will furnish one. -โอกาสทำชั่วเกิดขึ้นได้ง่ายทุกเวลา *
 It is better to be envied than pitied. -ถูกมองอย่างอิจฉา ดีกว่าถูกมองอย่างสมเพช
* The best fish swims near the bottom.-ของดีมีค่าต้องค้นหาจึงจะเจอ
 * It’s harder to conquer one’ own ambitions than it’s to slay a dragon. -ฆ่ามังกรยังง่ายกว่าดับตัณหาในตัวเอง
* The used key is always bright. ( Practice makes perfect. ) -การฝึกฝนอยู่เสมอทำให้เกิดความชำนาญ
*Don’t let the grass grow under your feet. -อย่าให้ความเกียจคร้านเป็นอุปสรรคในการทำงาน
* To accomplish great deeds one must have knowledge as well as courage. -ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อยู่ที่กำลังใจและปัญญา
*An empty hand is no lure for a hawk. -ไม่มีใครได้อะไรโดยไม่ต้องลงทุน
* Hair by hair you will pull out the horse’s tail. -ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เพราะความเพียร
* To lock the stable door after the horse is stolen. -วัวหายจึงล้อมคอก (สายเกินแก้)
* Better to be the head lf a dog than the tail lf a lion. -เป็นใหญ่ในที่เล็กดีกว่าเป็นเล็กในที่ใหญ่
* Half a loaf is better than none. -แม้มีน้อยด้อยค่ายังดีกว่าไม่มีเลย
* He who hunts two hares leaves one and loses the other. ( No one can do well two things at once. ) -อย่าจับปลาสองมือ อย่าเหยียบเรือสองแคม
* He who would eat the nuts must first crack the shell. -ผู้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคจึงจะประสบความสำเร็จ
* Never judge a book by its cover. -อย่าตัดสินสิ่งใดเพียงภายนอกที่มองเห็น
* Don’t count your chickens before they are hatched. -อย่าหวังน้ำบ่อหน้า อย่าตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ
* People who live in glass houses shouldn’t throw stones. -อย่าตำหนิคนอื่นเขา ในเมื่อตัวเราก็ไม่ต่างกัน (ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง)
* You can lead a horse to water but you can’t make it drink. -อย่าข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า (ให้คำแนะนะได้แต่ไม่สามารถบังคับให้ทำตามได้)
* When the cat’s away the mice will play. - (แมวไม่อยู่ หนูร่าเริง) หน้าไว้หลังหลอก
* A real king is greater than his crown. A real man is more than his clothes. -ความเป็นคนไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า ความเป็นราชาไม่ได้อยู่ที่มงกุฎ
* Let a sleeping dog lie. -อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ (อย่าหาเรื่องใส่ตัว)
* One swallow doesn’t make a summer. -อย่าด่วนสรุปความก่อนฟังเหตุผลให้ถ้วนถี่
* A bad workman always blames his tools. -รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
* Cross the stream where it is shallowest. -จงหาวิธีง่ายที่สุดในการแก้ปัญหา
* A bird in hand is worth two in the bush. -จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่
* Don’t cross a bridge until you come to it. -อย่าตีตนไปก่อนไข้
* Cut your coat according to your cloth. -นกน้อยทำรังแต่พอตัว
* The proof of the pudding is in the eating. -ค่าของคนอยู่ผลของงาน
* Don’t make a mountain out of a mole hill. -อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
*Be not afraid of growing slowly Be afraid only of standing still. ( Chinese Prov. ) -อย่าห่วงเลยถ้าต้องไปอย่างช้าช้า ที่น่ากลัวมากกว่าก็คือหยุดอยู่กับที่
* It takes two to make a quarrel. -ตบมือข้างเดียวไม่ดัง
* No man is happy who does not think himself so. -คนที่ปราศจากความสุขก็คือคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีความสุข (สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ)
* It’s never too late to mend. -ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการแก้ไข้ * One good turn deserves another. แตงโมเลื้อยไปแตงไทเลื้อยมา * The harder the storm the sooner it’s over. -เรื่องใหญ่จบง่ายกว่าเรื่องเล็ก
* A change of pasture makes fat calves. -ประสบการณ์ใหม่ๆ ทำให้วิสัยทัศน์กว้างไกล
* Advice after mischief is like medicine after death. -กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ (สายเกินแก้)
* When the building is about to fall down all the mice desert it. -เมื่อหมดอำนาจวาสนา คนนำพาก็ลาจาก
* Don’t wash dirty linen in public. -(อย่าเอาเรื่องในบ้านไปเล่านอกบ้าน) อย่าสาวไส้ให้กากิน
* If you can’t bite better not show your teeth. -อย่าขู่ใครเขาถ้าเราไม่แน่จริง
* Make hay while the sun shines. ( Tide and time wait for no one. ) -น้ำขึ้นให้รับตัก
* A stitch in time saves nine. -ตัดไฟแต่ต้นลม
* There is no rose without thorns. -ไม่มีกุหลาบใดปราศจากหนาม ไม่มีความสำเร็จใดที่ปราศจากอุปสรรค
* Too many cooks spoil the broth. -มากหมอมากความ
* Every dog has his day. -วันพรไม่มีหนเดียว (ทุกคนย่อมมีโอกาส)
* Success is a ladder that cannot be climbed with your hands in your pockets. ( American Prov. ) -ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เพราะความเพียร
* If you don’t value what you have, you’re sure to lose it. -กว่าจะรู้ค่าสิ่งที่มีอยู่ก็สายเสียแล้ว
* A man of word not a man of deed is like a garden full of weed. -ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน (ไม่ใช่ที่คำพูด)
* If you would enjoy the fire you must put up with smoke. -(ถ้าจะเล่นไฟก็ไม่ควรกลัวควัน) สุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน
* What’s sauce for the goose is sauce for the gander. -ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน
* Don’t put all eggs in one basket. -อย่าตั้งความหวังไว้กับสิ่งเดียว (พลาดพลั้งจะเหมือนนกปีกหัก)
* Faults are thick when love is thin. ( Danish. ) -ยามรักจืดจางก็มองเห็นแต่ข้อเสีย (ของกันและกัน)
* It’s impossible to judge someone without judging yourself. -จงพิจารณาตนเองก่อนไปตัดสินคนอื่น
* When men are friendly even water is sweet. ( Chinese. ) -ยามเมื่อเรามีสัมพันธ์ภาพที่ดีต่อกันแม้น้ำก็ยังหวาน
* Beware of little expenses, a small leak can sink a great ship. -เรื่องเล็กอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าไม่ใส่ใจระมัดระวัง
* A man with little learning is like a frog who thinks its paddle a great sea. -คนมีความรู้น้อยเปรียบดังกบในแอ่งน้ำขังที่มันคิดว่านั่นคือทะเล (กบในกะลา)
* By a sweet tougue and kindness you can drag an elephant with a hair. -ปิยะวาจาและความเมตตาชนะทุกสิ่ง
* The best way to fight an evil man is to pay no attention. -จงสู้กับคนชั่วด้วยวิธีอหิงสา
* Love your neighbors, but don’t pull down the fence. -จงรักเพื่อนบ้านแต่ต้องมีขอบเขต
* He who asks a question is fool for five minutes; He who does not ask remains a fool forever. -ยอมโง่ห้านาทีเพื่อถามสิ่งที่ไม่รู้ดีกว่าไม่ถามแล้วโง่ตลอดชีวิต
* Life is a struggle For those who want more than life itself. -ชีวิตคงต้องดิ้นรนเรื่อยไป ถ้าไม่รู้จักคำว่า “พอ”
* Don’t bite the hand that feed you. -อย่ากินบนเรือน แล้วถ่ายบนหลังคา
* Criticism comes easier than craftsmanship.(Zeusis) -วิจารณ์ง่ายกว่าลงมือทำ
* With money, a dragon without it, worm. (Chinese) -ยามร่ำรวยเปรียบดังพระยา หมดวาสนาก็เหมือนไส้เดือน กื้งกือ
* The one who understands does not speak; the one who speaks does not understand. -คนฉลาดมากพูดน้อย คนฉลาดน้อยพูดมาก
* If you don’t have a plan for yourself you’ll be part of someone else’s. -ถ้าไม่คิดทำอะไรเอง ก็ต้องเป็นผู้ตามเรื่อยไป
* Don’t ignore the small things the kite flies because of its tail. -อย่าดูถูกสิ่งเล็กน้อยว่าด้อยค่า ทุกอย่างมีราคาในตัวเอง
*Misfoutune shows those who are really friends. -ยามทุกข์ยากจึงรู้ว่าใครคือเพื่อนแท้
* The crab that walks too far falls into pot. (Haitian) -คนอวดเก่งมักถึงหายนะในที่สุด
* Behind an able man there are always other able men. -เหนือฟ้ายังมีฟ้า
* When the head is under the influence of wine, many a thing swims out of heart. (Yugoslav) -พอเหล้าเข้าปาก ความยากก็หายไป * Seek advice but use your own common sense. (Yiddish) -จงแสวงหาคำแนะนำแต่ตัดสินใจด้วยตัวเอง
* If you kick a stone in anger you’ll hurt your own foot. (Korean) -(เตะก้อนหินเวลาโกรธ จะเจ็บเท้าตัวเอง) การทำอะไรเมื่อขาดสติ จะเสียใจภายหลัง
* A word spoken in anger may mar an entire life. (Greek) -การพูดอะไรเวลาโกรธ อาจทำลายชีวิตทั้งชีวิต (จงมีสติ)
* There’s nothing worse than a person looking for a quarrel. (Setian) -ไม่มีอะไรจะเลวร้ายยิ่งกว่าคนที่คอยแต่จะหาเรื่องทะเลาะวิวาท
 * The teeth that laugh are also those that bite. (West- African) -(หน้าเนื้อใจเสือ) ปากปราศัยน้ำใจเชือดคอ
* The price of your hat isn’t the measure of your brain. (African- American) -รูปกายภายนอกไม้ได้บ่งบอกถึงความสามารถ
* With a stout heart, a mouse can lift an elephant. (Tibetan) -จิตใจที่แข็งแรงสามารถชนะอุปสรรคทั้งมวล
* Don’t hang your hat higher than you can reach. (Belizean) อย่าตั้งความหวังไว้สูงเกินความสามารถของตน
* Beauty without virtue is a flower without perfume. (French) -ความงามที่ไร้คุณค่าเปรียบดังดอกไม้ที่ปราศจากกลิ่นหอม
* Set a thief to catch a thief. -หนามยอกเอาหนามบ่ง
* Little is spent with difficulty, much with ease. (Thai) -เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
* Even a fish wouldn’t get into trouble if it kept its mouth shut. (Korean) -(แม้แต่ปลาก็ไม่เดือดร้อนถ้าไม่อ้าปาก) ปลาหมอตายเพราะปาก
* Nothing is too high for a man to reach, but he must climb with care and confidence. -ไม่มีอะไรไกลเกินฝัน ขอพียงเชื่อมั่นเมื่อก้าวไป
* The truly rich are those who enjoy what thy have. (Yiddish) -ความร่ำรวยที่แท้จริงคือพอใจในใงที่มีอยู่
* Worry often gives a small thing a big shadow. (Swedish) -ความวิตกกังวลทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่
* Never spend time with people who don’t respect you. (Maori) -ไม่ควรเสียเวลาเสวนากับคนที่ไม่นับถือเรา
* Don’t call the alligator big-mouth till you have crossed the river. (Belizean) -อย่าวิจารณ์คนอื่นเขาถ้างานยังไม่เสร็จ
* Don’t be so clever; cleverer ones than you are in jail. (Russian) -อย่าทำเป็นอวดฉลาดคนที่ฉลาดกว่าท่านตอนนี้อยู่ในคุก
* Having two ears and one tougue we should listen twice as much as we speak. (Turkish) -จงฟังมากกว่าพูด
* All food fit to eat, but not all words are fit to speak. (Haitian) -อาหารกินได้ทุกเวลา แต่วาจาควรสงวนไว้บ้าง
* Fools are like other folks as long as they are silent. (Danish) -ตราบเท่าที่ไม่เอ่ยวาจา ไม่มีใครรู้ว่าเราโง่
* If you follow a fool, you’re a fool yourself. (Jamaican) -เข้าฝูงหงส์ก็เป็นหงส์ เข้าฝูงกาก็เป็นกา
* The only way to have a friend is to be one. -ถ้าอยากมีเพื่อนก็ต้องทำตัวให้เป็นเพื่อน (รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา)
* Never make a defence or apology before you be excused. (Charles l) -อย่ากินปูนร้อน (อย่าแก้ตัวก่อนถูกกล่าวหา)
 * Neither a borrower nor a lender be. For loan often lose both itself and friends. (William Shakespesre) -ไม่ควรเป็นทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ การกู้ยืมทำให้เสียทั้งเงินแล้ะเพื่อน
* Do wrong once and you’ll never hear the end of it. -ทำผิดครั้งเดียว ผู้คนจะพูดถึงไม่มีวันจบสิ้น
* The best way to succeed in life is to act on the advice you give to others. -วิธีที่ดีทีสุดในการสร้างความสำเร็จในชีวิตก็คือปฏิบัติตามคำที่แนะนำผู้อื่น

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Ma Journée


Le mardi,

    Le matin, je me lève à 6 heures 30 et je me brosse les dents. Je prends mon petit déjeuner avec ma famille. Puis, je prends ma douche et je m’habille. Je vais à l’école à 7 heures. À midi, je déjeune à la cantine. À 17 heures, je rentré chez moi. Je fais mes devoirs. Le soir, mes amies et moi dînons. Après, lire une BD. Je me couche tôt, à 23 heures et demie.

Voilà, c’est ma journée !

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

European Football Championship

     ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (อังกฤษ: European Football Championship) หรือที่นิยมเรียกทั่วไปว่า ฟุตบอลยูโร เป็นการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญที่สุดของทีมชาติในทวีปยุโรป ซึ่งจัดขึ้นทุก 4 ปีโดยสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) และจะห่างจากการแข่งขันฟุตบอลโลกของฟีฟ่า 2 ปี เริ่มแข่งขันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) โดยแนวคิดของ อองรี เดอโลเนย์ เลขาธิการสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศสขณะนั้น ทั้งนี้ ในการแข่งขัน 5 ครั้งแรก มีทีมชาติร่วมแข่งขันเพียง 4 ประเทศ ต่อมาในการแข่งขันครั้งที่ 6 เมื่อปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) รอบสุดท้ายมีทีมชาติเข้าแข่งเพิ่มเป็น 8 ประเทศ จากนั้นในครั้งที่ 10 เมื่อปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) เพิ่มจำนวนเป็น 16 ประเทศในรอบสุดท้าย และในครั้งที่ 15 ซึ่งจะจัดขึ้นปี พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) ทีมชาติในรอบสุดท้ายจะเพิ่มขึ้นเป็น 24 ประเทศ ทั้งนี้ การแข่งขันนัดชิงลำดับที่สาม ยกเลิกไปในการแข่งขันครั้งที่ 7 เมื่อ พ.ศ. 2527 (ค.ศ. 1984) สำหรับฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 จัดการแข่งขันที่สาธารณรัฐโปแลนด์ และประเทศยูเครน