วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

คำขวัญประจำวันเด็ก ปี2555

“สามัคคี มีความรู้คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี”

UploadImage

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

ฝนเหลือง

ทั่วโลกประจักษ์ซึ้งถึงพิษภัยของ "ฝนเหลือง" (Agent Orange) เป็นอย่างดีในยุคสงครามเวียดนามระหว่างปี  2504-2518  เพราะเป็นสารกำจัดวัชพืชชนิดรุนแรงที่ทหารอเมริกันใช้ฉีดพ่นเหนือผืนป่าอันกว้างใหญ่ของเวียดนามใต้ เพื่อทำลายป่าที่หลบซ่อนของทหารเวียดกง  โดยมีการประมาณกันว่า  อเมริกันใช้ฝนเหลืองร้อยละ 60 หรือ 42 ล้านลิตร  จากจำนวนสารเคมี 72 ล้านลิตรที่ใช้ไปในสงครามครั้งนั้น  แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว 20 ปีเศษ  แต่ผลกระทบของฝนเหลืองต่อระบบนิเวศ  สภาพแวดล้อม และสุขภาพของคนในเวียดนามใต้  ยังคงปรากฎให้เห็นชัดเจน และนี่เองกระมังที่ทำให้กรมควบคุมมลพิษ  กระทรวงวิทยาศาสตร์  พยายามกลบเกลื่อนเรื่องสารเคมีที่ขุดพบในสนามบินบ่อฝ้ายเมื่อวันที่ 19 มีนาคม  2542  ว่าไม่ใช่ "ฝนเหลือง"  ทั้ง ๆ ยังไม่มีการตรวจหาไดออกซินซึ่งเป็นสารประกอบสำคัญของฝนเหลือง  เพราะประเทศไทยไม่มีเครื่องมือที่ตรวจสอบสารนี้ได้ และมีผู้ที่เคยทำงานให้กับทหารอเมริกันในช่วงปี  2506-2507  ออกมายืนยันว่า  ถังสารเคมีที่ขุดพบเป็นฝนเหลืองที่สหรัฐอเมริกาทิ้งไว้หลังจากเข้ามาทดลองในประเทศไท  ซึ่งสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้ปฏิเสธ
         ปฏิกิริยาของกรมควบคุมมลพิษในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า  สำหรับประเทศไทยแล้ว  ฝนเหลืองยังน่ากลัวน้อยกว่าวิธีการทำงานแบบไม่โปร่งใสของหน่วยงานแห่งนี้เสียอีก
ฝนเหลืองคืออะไร
         ฝนเหลืองมาจากชื่อเล่นภาษาอังกฤษว่า Agent Orange เป็นสารผสมจากสารเคมี 2 ตัวคือ 2,4-D และ 2,4,5-T ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืชในกลุ่ม chlorophenoxy herbicide  แม้สารเคมีในกลุ่มนี้จะยังมีอีกหลายตัวด้วยกัน  แต่ตัวที่มีพิษร้ายแรงที่สุดตัวหนึ่ง คือ 2,4,5-T  นี่เอง
         สารในกลุ่ม chlorophenoxy herbicide  เป็นสารที่ดูดซึมผ่านผิวหนังได้ และจะทำให้เกิดอาการทางประสาทตามมา  ทำให้เกิดผื่นคัน  ทำลายเนื้อเยื่อตับและไต และยังเป็นสารก่อมะเร็ง (carsinogen) เคยมีรายงานการทดลองในสัตว์พบว่า  สารตัวนี้ทำให้เกิดมะเร็งและยังมีผลกระทบไปถึงลูกในรุ่นต่อไป  ทำให้ทารกพิการแต่กำเนิด  แม้ได้รับในปริมาณความเข้มข้นที่ต่ำ สำหรับสาร 2,4-D  มีชื่อเต็มว่า 2,4-dichlorophenoxy acetic acid  องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่มของสารอันตรายปานกลาง (Solid Class II, Moderately Hazardous๗  จัดเป็นสารกำจัดวัชพืชและสารที่ทำให้ใบไม้ร่วง  มีฤทธิ์ฉับพลันต่อคนคือ  ถ้าหากสูดดมเข้าไปจะทำให้ทางเดินหายใจ คือ คอ  จมูก และปอด  ปวดแสบปวดร้อน  ถ้าสัมผัสที่ตาจะทำให้ตาแดง  แสบตา  ถูกผิวหนังจะทำให้ผิวด่าง และหากสัมผัสมาก ๆ  จะทำให้เกิดอาการชักกระตุกของประสาทรอบนอก
         ส่วนสาร 2,4,5-trichloronoxy acetic acid       องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่มของสารอันตรายปานกลางและมีฤทธิ์ต่อพืชเช่นเดียวกบ 2,4-D  จากการทดลองในหนูทดลองพบว่า  สาร 2,4,5-T  มีผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์คือทำให้ฮอร์โมน testosterone ลดลงและทำให้ผู้ชายเป็นหมันได้
         ประเด็นสำคัญคือ ทั้งในสาร 2,4-D  และ 2,4,5-T  มีสารประกอบสำคัญที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลกคือ 2,3,7,8-tetrachlorodibenzo-p-dioxin (TCDD) หรือที่รู้จักกันในชื่อ dioxin ลำพังสาร 2,4-D และ 2,4,5-T  เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกขับออกในไม่ช้าและย่อยสลายในไม่นาน  แต่ตัวที่อันตรายในที่สุดในฝนเหลืองคือ ไดออกซิน (dioxin)  ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมี  non-biodegradable คือมีช่วงอายุนานหรือย่อยสลายยากในธรรมชาติ และ dioxin  นี่เองที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและชีวิตของคนเวียดนามใต้อย่างมาก
ภาพต้นไม้
พิษฝนเหลืองในเวียดนามใต้
         ดังกล่าวแล้วว่า  สหรัฐฯ ใช้ฝนเหลืองเป็นสัดส่วนถึงประมาณ 42 ล้านลิตร  ภายใต้แผนปฏิบัติการ  "Operation Ranch Hand"   ในสงครามเวียดนาม และจากปริมาณฝนเหลืองดังกล่าวทำให้มีการประมาณการกันว่า  มีสาร "ไดออกซิน"  ทั้งหมดประมาณ 170 กิโลกรัมปนอยู่ในสภาพแวดล้อมทางภาคใต้ของเวียดนามระหว่างในช่วงสงคราม (สาร 2,4,5-T และ 2,4-D ในส่วนผสมของฝนเหลืองจะมีออกซินอยู่ประมาณ 3.83 กรัม/ลูกบาศก์เมตร)
         ผลกระทบจากไดออกซินหลังสงครามต่อระบบนิเวศ  สภาพแวดล้อมและสุขภาพของคนยังปรากฎชัดเจนกระทั่งทุกวันนี้  แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว 20 ปีเศษ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกิดกับสุขภาพมนุษย์ยังคงมีให้เห็นในรุ่นลูกรุ่นหลานของชาวเวียดนามที่ได้รับหรือสัมผัสฝนเหลืองในช่วงสงคราม
        ธนาคารโลกเคยจัดทำรายงานเกี่ยวกับกรณีเวียดนามและได้ประมาณขอบเขตพื้นที่และป่า ที่ได้รับความเสียหายจากฝนเหลืองว่า มีประมาณกว้างประมาณ 625,000 ไร่ ถึง 12,500,000 ไร่  โดยรายงานของธนาคารโลกระบุชัดเจนว่า  การสูญเสียทรัพยากรป่าไม้  ความย่อยยับของความหลากหลายทางชีวภาพและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่เกษตรกรรมเป็นผลมาจากปฏิบัติการฝนเหลืองของสหรัฐฯ
         และด้วยเหตุที่สารไดออกซินจัดอยู่ในกลุ่มสารเคมีที่ไม่ย่อยสลายหรือย่อยสลายยากในธรรมชาติ  สารเคมีกลุ่มนี้เมื่อปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมแล้วจะสามารถเข้าไปสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารได้ และนี่เป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้คนเวียดนามใต้ที่รับประทานอาหารซึ่งมีไดออกซินปนเปื้อนอยู่มีสารพิษตัวนี้สะสมอยู่ในร่างกาย และจากการทดลองจากตัวอย่างอาหารและสัตว์ป่าจากตลาดต่าง ๆ ทางภาคใต้ของเวียดนามระหว่างปี  2528-2530  ได้ผลยืนยันว่ามีสารไดออกซินสะสมในปริมาณสูง
         นักวิทยาศาสตร์ทั้งชาวเวียดนามและชาวต่างชาติเคยทำการศึกษาทางระบาดวิทยาหลายครั้งด้วยกันเพื่อพิสูจน์ว่า  การสัมผัสฝนเหลืองมีความเชื่อมโยงสำคัญกับโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคน  เช่น  ทำให้เป็นโรคมะเร็งตับ  เป็นโรคมะเร็งผิวหนังบางชนิด  เช่น  soft tissue sarcoma และ chonocarcinoma  โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ได้รับฝนเหลืองในช่วงสงคราม  รวมทั้งทหารผ่านศึกจากเวียดนามเหนือที่ได้รับสารตัวนี้เข้าไป  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า  ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับฝนเหลืองหรือในครอบครัวของทหารผ่านศึกมีอัตราความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์  เช่น  ทำให้แท้งลูก  ทารกตายในท้อง  ทารกพิการแต่กำเนิด  เป็นต้น  สูงกว่าประชาชนในพื้นที่อื่น
         ผลพวงของฝนเหลืองในยุคสงครามยังตกไปถึงน้ำนมในมารดาที่ตั้งครรภ์ด้วย  จากการศึกษาตัวอย่างน้ำนมมารดาที่รวบรวมมาจากสตรีที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ของเวียดนามพบว่า  แม้ระดับของสารไดออกซินที่สะสมในน้ำนมมารดาลดลงไปจากระดับ 1450 พีพีที (parts per trilion) ในช่วงทศวรรษ  1970 เป็น 10-20 พีพีทีในปี  1994 (พ.ศ.  2537)  แต่ก็ยังคงสูงกว่าที่ตรวจพบในน้ำนมมารดาของสตรีเวียดนามที่อยู่ทางภาคเหนือ  ซึ่งไม่ได้รับฝนเหลือง และสูงกว่าน้ำนมมารดาของสตรีในประเทศอุตสาหกรรมต่าง ๆ  ประมาณ 3-8 เท่า
         มีการศึกษาอีกชุดหนึ่งที่ชี้ว่า  ตัวอย่างเลือดทั้งหมดที่เก็บจากเวียดนามใต้นั้นมีระดับไดออกซินสูงกว่าตัวอย่างเลือดที่เก็บจากคนในเวียดนามเหนือ  การศึกษาชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับไดออกซินเจนในเลือดของผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ศึกษาเป็นเวลานานกับปริมาณของฝนเหลืองที่มีการฉีดพ่นออกไปในช่วงสงคราม
         องค์การอนามัยโลกจัดประเภทของสารไดออกซินไว้ในกลุ่มสารก่อมะเร็งในมนุษย์  ส่วนทางด้านสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (Environmental Protection Agency-EPA) นั้น  ระบุภายหลังจากที่มีการประเมินถึงพิษของสารไดออกซินครั้งล่าสุดแล้วว่า  ไดออกซินมีอันตรายร้ายแรงกว่าดีดีทีถึง 200,000 เท่า  ดังนั้นจึงเป็นเครื่องยืนยันได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  ฝนเหลืองในสมัยสงครามอินโดจีน  มีผลกระทบร้ายแรงต่อทหารเวียดนามและทหารอเมริกันที่ได้รับสารตัวนี้เข้าไป
พิษฝนเหลืองที่บ่อฝ้ายไม่ร้ายเท่าพิษของหน่วยงานรัฐ
         "จากการสอบถามคนเฒ่าคนแก่ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านบ่อฝ้าย ทำให้รู้ว่าสารเคมีดังกล่าวทหารอเมริกันนำมาใช้ในสมัยสงครามเวียดนาม  โดยนำบรรทุกเครื่องบินแล้วไปโปรยในป่าที่กองกำลังเวียดกงหลบซ่อนอยู่  เมื่อใช้เหลือก็นำมาฝังกลบไว้กลางสนามบินบ่อฝ้าย"  นาวาโทประเสริฐ  น้ำฟ้า  ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกการบินพลเรือนหัวหิน  ออกมาให้สัมภาษณ์  หลังจากถังบรรจุสารเคมีที่ฝังอยู่ใต้ดินในระดับความลึกประมาณ 1.5 เมตรถูกรถแบ็กโฮขุดกระทบ  จนเกิดการรั่วไหลของสารเคมีในสนามบินบ่อฝ้าย  อ.หัวหิ  จ.ประจวบคีรีขันธ์  เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ที่ผ่านมา
         ผลของการขุดค้นถังบรรจุสารเคมีในเวลาต่อมาได้พบภาชนะเหล็กสภาพผุกร่อนขนาด 200 ลิตร  ซึ่งไม่มีสารเคมีหลงเหลืออยู่อีก 1 ถัง และถังบรรจุสารเคมีจำนวน 5 ถัง  ขนาดบรรจุ 15 ลิตร  มีข้อความและหมายเลขกำกับว่า "Delaware Barrel PAT NO 2842282, Tri-sure, American lange, NY" คำว่า Delaware  ซึ่งเป็นชื่อเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกานี่เอง  ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยตั้งแต่เบื้องต้นว่า  ถังบรรจุสารเคมีดังกล่าวน่าจะเป็นของสหรัฐฯ ก่อนที่จะมีคนไทยหลายคนทยอยออกมาให้ข้อมูลพร้อมรูปถ่ายว่าสหรัฐฯ เคยเข้ามาทดลองสารเคมีที่เรียกว่าฝนเหลืองบริเวณนี้  เพื่อนำไปใช้ในสงครามเวียดนาม
         นายเอนก  กลิ่นน้อย  อายุ 53 ปี  ราษฎรบ้านบ่อฝ้าย  เปิดเผยว่า  เมื่อปี  2506  สมัยที่มีอายุ 17 ปี  เคยรับจ้างทหารอเมริกันผสมสารเคมีและได้มีการนำไปโปรยในป่าใหญ่หลังค่ายนะรัชต์  อ.ปราณบุรี  ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศเหมือนเหมือนเวียดนาม  โดยทดลองอยู่เกือบ 1 ปี
     "สารเคมีที่นำมาผสมมี 3 ชนิด  เป็นผงสีขาว ๆ  และดำมีกลิ่นเหม็นมาก  เวลากวนต้องใส่ถุงมือและหน้ากาก  ช่วงทำงานผมก็มีอาการแพ้สารเคมีเหมือนกัน และหลังจากผสมเสร็จจะนำขึ้นบรรทุกเครื่องบิน  สมัยนั้นเรียกว่าโครงการใบไม้ร่วง  ซึ่งเมื่อนำสารเคมีผสมเสร็จแล้วไปโปรย  ต้นไม้จะตายอย่างรวดเร็ว"   นายเอนกกล่าว (กรุงเทพธุรกิจ 5, 8 เม.ย.  42)
         ด้านเรือโทเมธี  เพ็ญสาดแสง  วัย 72 ปี  ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้ากองศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในช่วงปี  2508  ก็บอกในทำนองเดียวกันว่า  ช่วงทดลอง  ทหารอเมริกันและคนไทยที่ไปรับจ้างทำงานเรียกสารตัวนี้ว่าฝนเหลือง
     "สมัยนั้นคนไทยที่ทำงานอยู่คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย  นี่ล่วงเลยมา 30 ปีแล้ว  สารพิษยังไม่สลายตัว  กรมควบคุมมลพิษบอกความจริงกับชาวหัวหินว่าสารเคมีที่ขุดพบเป็นสารเคมีตัวใดและเร่งรีบแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน"  เรือโทเมธีกล่าว
         นอกจากนี้ทักษ์  เดชะปัญญา  ประธานสภาเทศบาลตำบลหัวหิน  ซึ่งเคยเป็นล่ามและช่างภาพให้กับผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ  ก็ได้ออกมาระบุว่า  การทดลองสารเคมีในสนามบินบ่อฝ้ายดังกล่าว  ใช้ชื่อว่า "defoliate"  หรือแผนใบไม้ร่วง  ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยของประชาชนว่าสารเคมีที่ขุดพบอาจเป็นส่วนประกอบของฝนเหลือง  กรมควบคุมมลพิษก็ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในระหว่างวันที่ 23 มี.ค.-4 เม.ย.  2542  พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างดินและน้ำที่ปนเปื้อนมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการของบริษัทเอกชนช่วยตรวจสอบด้วย
         หลังจากตรวจสอบสารปนเปื้อนเพียง 2 วัน  นวล  เภทยาภัชร  ผู้อำนวยการกองวัตถุมีพิษ  กรมวิชาการเกษตร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ก็ออกมาเปิดเผยผลการวิเคราะห์ว่า  พบไดเมทโธเอต (Dimethoate) และไตรอะโซฟอส (Triazophos) ในปริมาณความเข้มข้นที่ต่ำมาก  พร้อมทั้งยืนยันอย่างชัดแจ้งว่า  จากการตรวจสอบทั้งในระดับอนุภาคของตัวสาร  ระดับโมเลกุล และทุกโครงสร้างทางเคมีแล้วไม่พบทั้ง 2,4-D และ 2,4,5-T  หรือแม้แต่ไดออกซิน  สารดังกล่าวจึงไม่ใช่ฝนเหลือง
         สำหรับผลการตรวจในห้องปฏิบัติการของกรมควบคุมมลพิษและบริษัทเอกชน  ซึ่งก็คือบริษัทเจนโก้นั้น  ศิริธัญญ์  ไพโรจน์บริบูรณ์  รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ออกมาเปิดเผยภายหลังว่า  ไม่พบ 2,4,5-T และ 2,4-D  รวมถึงไดออกซินเช่นเดียวกัน  โดยสารประกอบหลักที่กรมควบคุมมลพิษตรวจพบคือ 2,6-bis-4-methylphenol หรือ Butylated Hydroxytoluene  ซึ่งใช้เป็นสารป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นในน้ำมันเชื้อเพลิง  ส่วนห้องปฏิบัติเอกชนตรวจพบตัวทำละลายอินทรีย์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม  ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ก่อให้เกิดกลิ่นเหมือนรบกวน  ประกอบไปด้วยเบนซีน  โทลูอีน  เอทธิลเบนซีนและไซลีน  ซึ่งเหล่านี้ใช้ประโยชน์ในการล้างคราบไขมันและเป็นเชื้อเพลิง
         อย่างไรก็ดี  กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรมคณะกรรมการรณรงค์ป้องกันภัยสารพิษและกลุ่มกรีนพีชนานาชาติ  โครงการเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ได้ออกมาเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบสารเคมีดังกล่า  รวมทั้งตรวจสอบให้ทราบถึงบริษัทผู้ผลิต  เพื่อยืนยันลักษณะของสารเคมีและให้ประเทศที่เป็นเจ้าของออกมาแสดงความรับผิดชอบ
         นอกจากนี้ยังได้ทำจดหมายถึงสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา  ประจำประเทศไทย  ให้เปิดเผยข้อมูลทางการทหารที่เคยมีการทดลองสารพิษในประเทศไทยสมัยสงครามเวียดนามด้วย  รวมทั้งได้ติดต่อกับศูนย์ข้อมูลสารพิษในสหรัฐฯ  ที่ชื่อมัลติเนาชั่นแนล  รีสอร์ชเซ็นเตอร์  เพื่อขอข้อมูลสารพิษเพิ่มเติม  นอกจากนี้ยังขอให้ศูนย์ดังกล่าวส่งจดหมายไปยังกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ  ให้เปิดเผยข้อมูลปฏิบัติการทางทหารในการทดลองสารพิษในประเทศไทยระหว่างสงครามเวียดนา
         "เราไม่เชื่อว่าการตรวจมีประสิทธิภาพพอ  เพราะปกติการตรวจหาสารพิษเหล่านี้  ต้องมีการตรวจยืนยันกันหลายรอบ  นอกจากนี้การเก็บตัวอย่างดินก็ไม่รู้ว่าครอบคลุมบริเวณปนเปื้อนทั้งหมดหรือเปล่า  อีกอย่างหนึ่งคือการตรวจหาไดออกซินนั้น  ตรวจหาได้ยากมากในประเทศไทยเองก็ยังไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพพอ และต้องใช้งบประมาณสูง"  เพ็ญโฉม  ตั้ง  จากกลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม  กล่าวถึงเหตุผลที่ไม่สามารถยอมรับผลการตรวจของกรมควบคุมมลพิษได้
ภาพใบไม้ร่วง
      ในระหว่างที่ยังไม่มีการตรวจสอบที่ชัดเจนว่า  สารเคมีที่พบเป็นของใครและเป็นสารอะไรกัน  คณะกรรมการเฉพาะกิจซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้  โดยมีนายศิริธัญญ์  เป็นประธาน  ก็พยายามที่จะให้บริษัทเจนโก้เข้าไปดำเนินการบำบัดสารเคมีที่สนามบินบ่อฝ้ายอย่างเร่งด่วน  เพื่อยุติปัญหาและเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยคาดว่าจะใช้จ่ายในเบื้องต้นถึง 30 ล้านบาท
         อย่างไรก็ดี  คณะรัฐมนตรีไม่อนุมัติงบประมาณดังกล่าวให้แม้จะมีการลดงบประมาณเหลือ 16 ล้านบาทในเวลาต่อมา  เพราะกรมควบคุมมลพิษไม่สามารถระบุพื้นที่ที่ปนเปื้อนสารเคมีได้อย่างชัดเจน
         "ทำไมกรมควบคุมมลพิษไม่พยายามสืบหาต้นตอของสารเคมีนี้ทั้งที่เห็นอยู่ว่ามีอันตราย  เป็นสารเคมีที่จัดเก็บผิดวิธี  แม้แต่กรมเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าสารนี้คืออะไร"  เพ็ญโฉมกล่าวพร้อมกับเสริมว่า  หากไม่สามารถสืบหาต้นตอของสารเคมีได้ก็จะไม่สามารถจัดการได้ถูกวิธีเพราะสารเคมีทุกชนิดล้วนมีความเป็นพิษต่างกัน  การจัดการจัดเก็บจึงต้องต่างกันไปด้วย  มิหนำซ้ำยังตั้งข้อสงสัยด้วยว่า  ถ้าสารเคมีดังกล่าวไม่มีอันตรายจริงตามที่หลายฝ่ายออกมามายืนยัน  ทำไมจึงต้องเสียงบประมาณจำนวนมากในการจัดการสารตกค้างเหล่านี้ (กรุงเทพธุรกิจ 12 เม.ย.  42)
         ด้านสหรัฐฯ ซึ่งเก็บตัวเงียบตลอดเวลาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของสารพิษ "ฝนเหลือง" ที่มีการขุดพบ  ในที่สุดเมื่อถูกก็ออกมายอมรับ  โดยโฆษกประจำสถานทูตสหรัฐอเมริกา  ประจำประเทศไทยได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอพีเมื่อวันที่ 30 เม.ย.  ว่า  กองทัพสหรัฐฯ ได้เข้ามาปฏิบัติการทดลองสารเคมีที่มีชื่อว่า  เอเยนต์ออเรนจ์  ในประเทศไทย  โดยใช้ชื่อว่า Thailand Defoliation Program  หรือโครงการปฏิบัติการทดลองใบไม้ร่วงในไทย  ช่วงระหว่างเดือน เม.ย.  2507-มิ.ย.  2508  บริเวณค่ายทหาร  อ.ปราณบุรี  จ.ประจวบคีรีขันธ์  ซึ่งไม่ไกลจากสนามบินบ่อฝ้ายนัก  โดยรัฐบาล  จอมพล ถนอม  กิตติขจร  รับทราบอย่างเป็นทางการ
         ไม่เพียงเท่านั้น  ในเอกสารที่สถานทูตสหรัฐฯ  ส่งให้ประเทศไทยในเวลาต่อมายังมีการระบุด้วยว่า  นอกจากฝนเหลืองแล้ว  สหรัฐฯ ยังมีการทดลองสารเคมีตัวอื่น ๆ ด้วยเพื่อเปรียบเทียบกับสารเอเยนต์ออเรนจ์  เช่น  สารสีม่วง  สารสีชมพู  เป็นต้น  โดยในการทดลองครั้งมีคนไทยร่วมเป็นคณะกรรมการดำเนินการอยู่ด้วย 2 คน คือ  นายเต็ม  สมิธินันท์  นักวิชาการกรมป่าไม้  ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว และนายสมจิตร  พงค์พงัน
         ส่วนถังสารเคมีที่พบในสนามบินบ่อฝ้ายนั้น  โฆษกประจำสถานทูตสหรัฐฯ  คนเดิมเลี่ยงที่จะพูดถึงชนิดและแหล่งที่มา  โดยกล่าวเพียงว่า  จากการพิสูจน์ของทางการไทยพบว่า  ไม่ได้บรรจุสารที่เป็นส่วนที่ประกอบของเอเยนต์ออเรนจ์
         ในเวลาต่อมานายสมจิตรได้ออกมาเปิดเผยว่า  หลังจากที่มีการโปรยสารเคมีในช่วงของการวิจัย ปี  2507  กระทรวงกลาโหม  สหรัฐฯ  ได้ทำการติดตามผลระยะยาวว่า  จะมีผลต่อมนุษย์และสัตว์รวมทั้งป่าไม้อย่างไรซึ่งจากการพบปะและเยี่ยมเยียนครอบครัวคนงานที่ถูกว่าจ้างให้เก็บตัวอย่างหลังการโปรยสารเคมีแต่ละครั้ง และครอบครัวคนงานที่อยู่ใกล้บริเวณที่โปรยสารเคมีพบว่า  เด็กชายคนหนึ่งที่เป็นบุตรของคนงานต้องเป็นเด็กพิการ คือ มีหน้าอกยุบแฟบไม่สมประกอบ  ซึ่งจากการสอบถามพบว่าเด็กชายดังกล่าวอยู่ในระหว่างที่มีการโปรยสารเคมีในบริเวณนั้น (มติชน, กรุงเทพธุรกิจ 12 พ.ค.  42)
         หลังจากการออกมายอมรับของสหรัฐฯ  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  โดยกรมควบคุมมลพิษ  จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างดินที่ปนเปื้อนสารเคมีในสนามบินบ่อฝ้ายมาทำการตรวจสอบใหม่  ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่จากสำนักงานคุ้มครองมลพิษของสหรัฐฯ  ตัวอย่างดินที่เก็บคราวนี้อยู่ที่ระดับความลึก 2-5 เมตรซึ่งเป็นชั้นดินดาน และได้ส่งไปตรวจสอบที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา  เพราะจริง ๆ แล้วประเทศไทยไม่สามารถตรวจสอบสารไดออกซินได้  ซึ่งสุวิทย์  คุณกิตติ  รมว.  กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ออกมายอมรับในที่สุดว่า  ที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ตรวจสอบสารตัวนี้  เพราะไม่มีเครื่องมือเพียงพอ
         ด้านศักดิ์สิทธิ์  ตรีเดช  อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  ก็ตามคำถามนี้ได้เพียงว่า "ที่ผ่านมากรมควบคุมมลพิษเก็บตัวอย่างดินและน้ำที่ถูกสารเคมีปนเปื้อนไปตรวจสอบและนำไปใช้วิธีการตรวจสอบแบบเทียบเคียงแล้วไม่พบว่ามีการปนเปื้อนของไดออกซินแต่อย่างใด  ในภาวะเร่งด่วนที่ต้องรายงานให้ประชาชนทราบ  จึงต้องใช้วิธีการเช่นนี้ และยืนยันว่าผลการตรวจสอบที่ออกมาเป็นไปตามมาตรฐานการวัดค่าทุกอย่าง" (มติชน 5 เม.ย.  42)
         "ไม่ใช่แต่กรณีของบ่อฝ้ายที่เดียวหรอก  เท่าที่สังเกตดู  ปัญหาทุกปัญหาที่เกิดขึ้น  หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีอำนาจที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนั้น  มักจะรีบออกมาปฏิเสธ  ในกรณีนี้  กรมควบคุมมลพิษอาจออกมาปฏิเสธเพื่อที่จะไม่ให้ประชาชนตื่นกลัว  แต่กลับไม่คำนึงปัญหาเลยว่าจะก่อผลกระทบอย่างไรบ้าง"  เพ็ญโฉมสะท้อนภาพวิธีการแก้ปัญหาของกรมควบคุมมลพิษ  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า  ฝนเหลืองที่ว่าอันตราย  บางทีก็ยังอันตรายน้อยกว่าระบบการแก้ปัญหาของราชการไทยเสียอีก

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

20 เมือง "ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก"

 20. เมืองพาราณสี (Varanasi) ประเทศอินเดีย
เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากรเมื่อ ราว 1,000 ปีก่อนคริสตกาล
 
เมืองพาราณสี" ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำคงคา เดิมมีชื่อว่า "เบนาเรส" ถือเป็นเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งในศาสนาพุทธและฮินดู ตามตำนานเล่าว่าเมืองพาราณสีสร้างขึ้นโดยพระศิวะเมื่อเกือบ 5 พันปีก่อน แต่นักวิชาการสมัยใหม่เชื่อว่าพาราณสีน่าจะมีอายุกว่า 3 พันปีเท่านั้น
 
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

 
19. เมืองคาดิซ (Cadiz) ประเทศสเปน


เริ่มมีการตั้งรกรากของ ประชากรเมื่อราว 1,100 ปีก่อนคริสตกาล
 

เมืองคาดิซตั้งอยู่บนแหลมที่ยื่น ออกไปใน อ่าวคาดิซ (มหาสมุทรแอตแลนติก) เป็นที่ตั้งของกองทัพเรือสเปนมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 ในยุคแรกๆ เมืองนี้เคยถูกพ่อค้าชาวฟีนิเชียใช้เป็นจุดซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า ต่อมาได้ตกเป็นอาณานิคมของชาวคาร์เธจ (ราว 500 ปีก่อนคริสตกาล) และได้กลายเป็นฐานในการแย่งชิงดินแดนในคาบสมุทรไอบีเรียของแม่ทัพฮานนิบาล ในเวลาต่อมาเมืองคาดิซได้ตกเป็นของชาวโรมัน และมัวร์ ตามลำดับ ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ในยุคการสำรวจทางทะเล

20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

ซากป้อมปราการในยุคโบราณ


 
* 3 อันดับต่อไปนี้ก่อตั้งในเวลาใกล้เคียงกัน *
16. เมืองธีบส์ (Thebes) ประเทศกรีซ
เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากรเมื่อ ราว 1,400 ปีก่อนคริสตกาล


ใน อดีตธีบส์ เคยเป็นศัตรูตัวฉกาจของชาวเอเธนส์โบราณ ทั้งยังเป็นเมืองใหญ่ที่สุด (และเป็นผู้นำ) แห่งแคว้นโบเธีย ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างสปาร์ตากับเอเธนส์ (ในสมัย โบราณดินแดนต่างๆ ของกรีก มักจะทำสงครามสู้รบกันเอง) แม้จะอยู่ในดินแดนกรีกแต่ธีบส์กลับเลือกยืนอยู่ข้างชาวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นศัตรูที่มักบุกเข้ามาทำสงครามกับกรีกหลายครั้ง ถึงขนาดให้ความช่วยเหลือกษัตริย์เซอร์เซส ที่นำกองทัพเปอร์เซียบุกเข้าโจมตีกรีก เมื่อ 480 ปีก่อนคริสตกาล จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าชนเผ่าไมซีเนียนเป็นผู้บุกเบิกและเข้ามาก่อตั้ง ถิ่นฐานที่เมืองธีบส์เป็นกลุ่มแรกๆ  ปัจจุบัน อาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่อย่างเมืองธีบส์กลับกลายเป็นเพียงมาร์เก็ตทาวน์เล็กๆ แต่เนื่องจากมีทัศนียภาพที่งดงามจึงมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมา เยี่ยมเยียนเสมอ
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

16. เมืองลาร์นาคา (Larnaca) ประเทศไซปรัส
เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากรเมื่อ ราว 1,400 ปีก่อนคริสตกาล


เมือง ลาร์นาคา ก่อตั้งโดยชาวฟีนิเชีย ในอดีตมีชื่อว่า "Citium" ปัจจุบัน เป็นเมืองท่าที่สำคัญและเป็นเมืองรีสอร์ทริมทะเลที่ขึ้นชื่อ โดยมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นเป็นแนวต้นปาล์มที่สวยงามริมชายหาด ซึ่งมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

 
16.  เมืองเอเธนส์ (Athens) ประเทศกรีซ


เริ่มมีการตั้งรกรากของ ประชากรเมื่อราว 1,400 ปีก่อนคริสตกาล


เอเธนส์ เป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมตะวันตกและเป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตย ทั้งยังเป็นที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก เมื่อปี พ.ศ. 2530 รวมทั้งโบราณสถานเก่าแก่สมัยกรีก โรมัน ไบแซนไทน์ และออตโตมัน ปัจจุบัน ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของโลก และมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากเดินทางไปเยือนในแต่ละปี
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

 
15. เมืองบัลข์ (Balkh) ประเทศอัฟกานิสถาน

เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากร เมื่อราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล

บัลข์ หรือที่รู้จักกันในยุคกรีกโบราณภายใต้ชื่อ "แบคตรา" (เป็น เมืองหลวงของอาณาจักร  "แบคเตรีย" หรือดินแดนโบราณยุคประวัติศาสตร์ในเอเชียกลาง) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอัฟกานิสถาน ครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญานามจากชาวอาหรับว่าเป็น 'Mother of Cities'  มีความเจริญรุ่งเรืองมากในสมัย  2,500-1,900 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนที่อาณาจักรเปอร์เซียและมีเดียจะเรืองอำนาจ ปัจจุบัน ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตฝ้ายประจำภูมิภาค
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

14. เมืองกีร์กูก  (Kirkuk) ประเทศอิรัก


เริ่มมีการตั้งรกรากของ ประชากรเมื่อราว 2,200 ปีก่อนคริสตกาล


กีร์กูก อยู่ห่างไปทางตอนเหนือของกรุงแบกแดดราว 150 ไมล์ (241 ก.ม.) ตั้งอยู่บนพื้นที่ๆ ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิแอสซีเรีย (ส่วนหนึ่งของเมโสโปเตเมีย) ที่มีชื่อว่า "Arrapha" แม้ว่าปัจจุบัน  กีร์กูก จะกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของอิรัก แต่กำแพงและซากปรักหักพังของป้อมปราการเก่าแก่อายุเกือบ 5 พันปียังคงปรากฏให้เห็นตราบจนกระทั่งทุกวันนี้
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

13. เมืองอาร์บิล (Arbil) ประเทศอิรัก

เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากร เมื่อราว 2,300 ปีก่อนคริสตกาล
 


เมืองอาร์บิล ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองกีร์กูก  ในอดีตเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิแอสซีเรีย เปอร์เซีย ซาสซาเนีย  อาหรับ และออตโตมัน   ทั้งยังเคยเป็นเมืองสำคัญบนเส้นทางสายไหมในสมัยโบราณ  ปัจจุบัน ป้อมปราการและกำแพงเมืองเก่าแก่ที่อยู่สูงจากระดับพื้นดิน 26 เมตรของเมืองอาร์บิล ยังคงปรากฏให้เห็นและถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมือง
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

12. เมืองไทร์ (Tyre) ประเทศเลบานอน


เริ่มมีการตั้งรกรากของ ประชากรเมื่อราว 2,750  ปีก่อนคริสตกาล
 


เมืองไทร์ เป็นต้นกำเนิดของตำนาน "เทพียูโรปา" และ "เจ้าหญิงดิโด้ (Dido) หรือ Elissa" นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกที่มีชื่อว่า เฮโรโดตัส (Herodotus) ซึ่งได้รับสมญานามว่า "บิดาแห่งประวัติศาสตร์" เป็นผู้บันทึกเอาไว้ว่าเมืองไทร์ก่อตั้งขึ้นเมื่อราว 2,750  ปีก่อนคริสตกาล ในอดีตเมืองนี้เคยถูกอเล็กซานเดอร์มหาราช (กรีก) บุกเข้ายึดครอง ต่อมาได้รับเอกราชและกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของโรมัน ปัจจุบัน เมืองไทร์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีโบราณสถานและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โรมัน ฮิปโปโดรม" ที่ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

11. เมืองเยรูซาเลม (Jerusalem) ประเทศอิสราเอล

เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากร เมื่อราว 2,800  ปีก่อนคริสตกาล


เยรูซาเล็ม เป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณของชาวยิว และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันดับที่ 3 ในศาสนาอิสลาม ทั้งยังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางศาสนาหลายแห่ง อาทิ โดมทองแห่งเยรูซาเล็ม (ในภาพ) ที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างของอิสลามที่เก่าที่สุดในโลก, กำแพงตะวันตก หรือกำแพงร้องไห้,  โบสถ์แห่งสุสานศักดิ์สิทธิ์ และสุเหร่า อัล-อักซา เป็นต้น ในอดีตเยรูซาเล็มเคยถูกข้าศึกล้อม 23 ครั้ง ถูกโจมตี 52 ครั้ง ถูกยึด 44 ครั้ง และถูกทำลาย 2 ครั้ง
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก
10. เมืองเบรุต (Beirut) ประเทศเลบานอน
เริ่ม มีการตั้งรกรากของประชากรเมื่อราว 3,000  ปีก่อนคริสตกาล


เบรุต เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 5 พันปี ปัจจุบันเป็นทั้งเมืองหลวง ศูนย์กลางการบริหาร วัฒนธรรม  และเศรษฐกิจ ของประเทศเลบานอน จากการขุดค้นทางโบราณคดีปรากฏหลักฐานของชาวฟินิเชีย อารยธรรมเฮลเลนิสติก โรมัน อาหรับ และออตโตมัน (ทั้งยังถูกกล่าวถึงเป็น ลายลักษณ์อักษรในจดหมายที่ส่งถึงกษัตริย์ฟาโรห์แห่ง อียิปต์ ในสมัยศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาลอีกด้วย) หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง เบรุต ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัยและมีชีวิตชีวา จึงได้รับการจัดอันดับจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ ว่าเป็นสุดยอดสถานที่ที่ควรไปเยือนในปี 2009 และได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 เมืองที่มีชีวิตชีวามากที่สุดในโลก ประจำปี 2009 โดยโลนลี่ แพลนเน็ตอีกด้วย
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก


9.. เมืองกาเซียนเต็ป (Gaziantep) ประเทศตุรกี


เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากร เมื่อราว 3,650  ปีก่อนคริสตกาล

เมืองกาเซียนเต็ป ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศตุรกี ใกล้พรมแดนประเทศซีเรีย มีประวัติศาสตร์อันยาวนานนับตั้งแต่ยุคของชาวฮิทไทท์ซึ่งเป็นชนโบราณ บริเวณใจกลางเมืองเป็นที่ตั้งของป้อมปราการราวันด้า ที่ถูกบูรณะซ่อมแซมโดยอาณาจักรไบแซนไทน์ในสมัยศตวรรษที่ 6  และเป็นที่ซึ่งมีการค้นพบศิลปะแบบโมซาอิของชาวโรมัน
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

* 3 อันดับต่อไปนี้ก่อตั้งในเวลาใกล้เคียงกัน *
6. เมืองพลอฟดิฟ (Plovdiv) ประเทศบัลแกเรีย

เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากร เมื่อราว 4,000  ปีก่อนคริสตกาล

พลอฟดิฟ เป็นเมือง (จังหวัด) ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศบัลแกเรีย ก่อตั้งโดยชาวเทรเชียนโบราณ ต่อมาได้กลายเป็นเมืองสำคัญของชาวโรมัน หลังจากนั้นจึงตกอยู่ภายใต้การครอบครองอาณาจักรไบแซนไทน์ และออตโตมัน ก่อนที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศบัลแกเรีย เมืองนี้เป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมที่สำคัญ ทั้งยังมีโบราณสถานและอารยธรรมโบราณหลายแห่งหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน อาทิ อัฒจันทร์และรางน้ำสมัยโรมัน ตลอดจนโรงอาบน้ำของจักรวรรดิออตโตมัน เป็นต้น
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

6. เมืองไซดอน (Sidon) ประเทศเลบานอน


เริ่มมีการตั้งรกรากของ ประชากรเมื่อราว 4,000  ปีก่อนคริสตกาล


เมืองไซดอน อยู่ห่างไปทางตอนใต้ของเมืองเบรุตราว 25 ไมล์ (40 ก.ม.) ถือเป็นเมืองสำคัญที่สุด และ (อาจ) เก่าแก่ที่สุดของชาวฟินิเชีย ทั้งยังเป็นรากฐานด้านการค้าอันยิ่งใหญ่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของชาวฟิ นิเชียอีกด้วย กล่าวกันว่า ครั้งหนึ่งพระเยซูและเซนต์ปอล เคยเดินทางไปเยือนเมืองไซดอน รวมทั้งอเล็กซานเดอร์มหาราชที่บุกยึดเมืองกล่าวเมื่อ 333 ปีก่อนคริสตกาลด้วย
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

6. เมืองฟายุม (Faiyum) ประเทศอียิปต์

เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากร เมื่อราว 4,000  ปีก่อนคริสตกาล


ฟายุม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองไคโร บนพื้นที่ๆ เคยเป็นส่วนหนึ่งของเมือง "Crocodilopolis" หรือ "อาร์สินี" ในสมัยอียิปต์โบราณซึ่งเคารพบูชาจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อว่า "Petsuchos "  ปัจจุบัน เมืองฟายุม มีห้างร้านขนาดใหญ่ มัสยิด และโรงอาบน้ำหลายแห่ง ทั้งยังมีปิรามิด  Lehin และ Hawara ตั้งอยู่บริเวณด้านนอกของตัวเมืองอีกด้วย
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

5. ซูซา (Susa) ประเทศอิหร่าน

เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากร เมื่อราว 4,200  ปีก่อนคริสตกาล

ในอดีต "ซูซา" เคยเป็นเมืองหลวงของเอลามหรือจักรวรรดิเอลาไมท์ ก่อนที่จะถูกจักรวรรดิอัสซีเรียเข้ายึดครอง ต่อมาเมืองซูซาได้ถูกจักรวรรดิเปอร์เชียอคีเมนียะห์  ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิไซรัสมหาราชเข้ารุกราน และได้กลายเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิดังกล่าวในเวลาต่อมา… เมืองซูซายังเป็นต้นกำเนิดของละครเรื่อง "เดอะ เปอร์เซียน" ซึ่งแต่งโดยนักประพันธ์ชาวกรีกที่มีชื่อว่า "เอสชิลุส" (บิดาแห่งโศกนาฎกรรมกรีก) และได้ชื่อว่าเป็นละครเก่าแก่ที่สุดที่ยังคงถูกนำมาแสดงอยู่ตราบจนปัจจุบัน ทุกวันนี้เมืองซูซาโบราณได้กลายเป็นเมืองยุคใหม่ภายใต้ชื่อ "ชูสห์"  ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดคูเซสถานและมีประชากรอาศัยอยู่ไม่ถึง 1 แสนคน
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

* 2  อันดับต่อไปนี้ก่อตั้งในเวลาใกล้เคียงกัน *

3. เมืองดามัสกัส (Damascus) ประเทศซีเรีย


เริ่มมีการตั้งรกราก ของประชากรเมื่อราว 4,300  ปีก่อนคริสตกาล


บางตำราระบุว่า "ดามัสกัส" เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก โดยระบุว่าอาจมีการตั้งถิ่นฐานของประชากรมาตั้งแต่สมัย 10,000 ปีก่อนคริสตกาล (ยังคงเป็นที่ถกเถียงอยู่ในปัจจุบัน) อย่างไรก็ตาม การตั้งรกรากถาวรที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดเริ่มต้นขึ้นหลังจากชาวอา ราเมียนอพยพเข้ามา พร้อมทั้งริเริ่มระบบชลประทาน (คู คลอง) ซึ่งยังคงถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการก่อสร้างระบบชลประทานในปัจจุบัน… ดามัสกัส ถูกรุกรานจากชาติตะวันตกเป็นครั้งแรกโดยอเล็กซานเดอร์มหาราช หลังจากนั้นได้ตกอยู่ในครอบครองของจักรวรรดิโรมัน ชาวอาหรับ และจักรวรรดิออตโตมันตามลำดับ ปัจจุบัน ดามัสกัส เป็น เมืองหลวงของซีเรียและเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองเก่าซึ่งมีโบราณสถานและสถานที่สำคัญทางประวัติ ศาสตร์ให้เยี่ยมชมและศึกษามากมาย
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

3. เมืองอเล็ปโป้ ประเทศซีเรีย

เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากร เมื่อราว 4,300  ปีก่อนคริสตกาล


อเล็ปโป้ เดิมมีชื่อว่าฮาลับ เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศซีเรีย (ราว 4.4 ล้านคน) น่าเสียดายที่เมืองใหม่ในปัจจุบันถูกสร้างทับพื้นที่ๆ เป็นเมืองโบราณ ทำให้การสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีทำได้ยากมาก… ในสมัย 800 ปีก่อนคริสตกาลเมืองฮาลับเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวฮิทไทท์ ก่อนที่จะตกอยู่ภายใต้น้ำมือของจักรวรรดิอัสซีเรีย กรีก และชาวเปอร์เซีย หลังจากนั้น เมืองฮาลับยังถูกยึดครองโดยชาวโรมัน ไบแซนไทน์  อาหรับ และเคยถูกล้อมกรอบ 2 ครั้งในช่วงสงครามครูเสด หลังจากนั้นจึงตกเป็นของชาวมองโกล และจักรวรรดิออตโตมัน ตามลำดับ
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

2. เมืองบิบลอส (Byblos) ประเทศเลบานอน
เริ่มมีการตั้งรกรากของประชากรเมื่อ ราว 5,000  ปีก่อนคริสตกาล
 


เดิมที เมืองนี้ถูกชาวฟินิเชียตั้งชื่อว่า "เกบัล" ภายหลังถูกตั้งชื่อใหม่เป็น "บิบลอส" โดยชาวกรีกที่นำเข้าต้นกกหรือปาปิรุสจากเมืองดังกล่าว… บิบลอส มีประวัติศาสตร์อันยาวนานนับตั้งแต่ยุคหินใหม่ (ซาก โบราณสถานในยุคดังกล่าวยังคงปรากฏให้เห็นตราบจนปัจจุบัน) จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญมากมาย  อาทิ วัดของชาวฟินีเชีย ปราสาทบิบลอส โบสถ์เซนต์จอห์น เดอะ แบพทิสต์ (สร้างในสมัยสงครามครูเสด) และกำแพงเมืองในยุคกลาง เป็นต้น
20 เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

1. เมืองเยริโค (Jericho) ในเขตเวสต์แบงก์ ดินแดนปาเลสไตน์


เริ่มมีการตั้งรกรากของ ประชากรเมื่อราว 9,000  ปีก่อนคริสตกาล
 


เยริโค ตั้งอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ ใกล้กับแม่น้ำจอร์แดน ได้ชื่อว่าเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมานักโบราณคดีได้ขุดพบหลักฐานทางโบราณคดีมากกว่า 20 แห่งที่บ่งบอกว่ามีการตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องในเมืองเยริโค โดยโบราณสถานเก่าแก่ที่สุดมีอายุมากถึง 11,000 ปี หรือเมื่อ 9,000  ปีก่อนคริสตกาล ปัจจุบัน เป็นบ้านของประชากรราว 20,000 คน

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

10 อันดับ 'ตึกที่สูงที่สุดในโลก!!

        จากการจัดอันดับตึกระฟ้า สูงที่สุดในโลก  2011 จัดอันดับ 10 ตึกระฟ้าสูงที่สุดในโลก ตึกสูงที่สุดเท่าที่เคย มีมามีความสูงมาก ตึกที่สูงที่สุดในโลก ณ  ปัจจุบัน 2011 มีหลายตึก ที่เป็นโครงการกำลังก่อสร้างและสร้างเสร็จแล้ว เปิดใช้งานจริง ไม่รวมอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ล่าสุด ตึกที่สูงที่สุดในโลกอยู่ที่ มหานครดูไบ ประเทศอาหรับฯ ซึ่งทำลายสถิติความสูงที่เคยมีมาก่อนหน้านี้อย่างขาดลอย ความสูงกว่า 818 เมตร

ตึกระฟ้า ที่สูงที่สุด จะเทียบอันดับให้ดูเห็นจะ ๆ กันไปเลย ตึกประเทศไหนสูงกว่ากัน  ซึ่งการมีตึกสูง ในประเทศ เป็นการแสดงถึงศักยภาพวิศวกรรมการก่อสร้างของมนุษย์ ที่สร้างได้อย่างสุดยอด สามารถอยู่บนฟ้า บนเมฆ หมอก และลมเย็นๆ พัดผ่าน เห็นวิว สูง ยามค่ำคืน และกลางวัน ตึกที่สูงที่สุด ตึกระฟ้า






เรียงอันดับ ตึกที่สูงที่สุดในโลก ล่าสุด
อันดับทื่ 1  ตึก ประเทศดูไบ ตึก Burj Dubai เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น  เบิร์จ คาลิฟา สร้างเสร็จและเปิดตัวในปี 2009 วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ด้วยความสูง 818 เมตร หรือ 2000 ฟุต
และทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553








ตึกสูงที่สุด มหานครดูไบ


อันดับที่ 2
 ตึก ระฟ้า Abraj Al Bait Towers  Saudi Arabia ที่นคร Mecca  ประเทศ ซาอุดิอาระเบีย ด้วยความสูง 595 m




อันดับที่ 3
  Taipei 101  ประเทศ ไต้หวัน  สูง 508 m หรือ  1670 ฟุต




อันดับ 4
  ตึกที่สูง ตึก เซี่ยงไฮ้เวิลด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์ ด้วยความสูง 492 เมตร ประกอบด้วยชั้น 101 ชั้น ที่เมือง เซี่ยงไฮ ประเทศจีน ตั้งคู่กับตึกจินเหมาทาวเวอร์


ตึก เซี่ยงไฮ้เวิลด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์ และ ตึกจินเหมาทาวเวอร์


อันดับที่ 5
 ตึกอินเตอร์เนชันแนลคอมเมิร์ซเซ็นเตอร์ ฮ่องกง ด้วยความสูง 484 เมตร 118 ชั้น ที่ตั้งเรียกว่า ยูนิออนสแควร์เฟส 7  


 ตึกอินเตอร์เนชันแนลคอมเมิร์ซเซ็นเตอร์


อันดับที่  6และ 7
 ตึกแฝดเปโตรนาส  มีสอง ตึกคู่กัน ความสูง 452 เมตร จำนวน88 ชั้น ออกแบบโดย เซซาร์ เปลลี สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2541 ตั้งอยู่บริเวณใจกลางย่านธุรกิจของกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย



ตึกแฝดเปโตรนา

ลำดับที่ 8
 หนานจิงกรีนแลนด์ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์ ตึกระฟ้าที่สูงเป็นของโลก มีความสูง 450 เมตร 89 ชั้น





อันดับที่ 9
 ตึกวิลลิสทาวเวอร์ ในอเมริกา เดิมที่คุ้นหูว่า"เซียรส์ทาวเวอร์"เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา สร้างในปี พ.ศ.2513 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2517 มีความสูง 442 เมตร และมีจำนวนชั้นทั้งสิ้น 108 ชั้น เคยครองตำแหน่งอาคารสูงที่สุดของโลกตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2518 จนถึงปีพ.ศ. 2548 ก่อนจะเสียตำแหน่งให้กับตึกแฝดเปโตรนาสของมาเลเซีย



ตึกวิลลิสทาวเวอร์




อันดับที่10
  ตึกกว่างโจวเวสต์ทาวเวอร์ ตึกที่สูงของโลก “กว่างโจวเวสต์ทาวเวอร์”ตั้งอยู่ที่เมืองกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ตึกระฟ้าขนาด 103 ชั้น สูง 440.2 เมตร

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

จันทรุปราคาเต็มดวง 10 ธันวาคม 2554











พ.ศ. 2554 มีจันทรุปราคาเต็มดวงเกิดขึ้น 2 ครั้ง ประเทศไทยมีโอกาสเห็นได้ทั้ง 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 15 มิถุนายน (เข้าสู่เช้ามืดวันที่ 16 มิถุนายน) ซึ่งมีรายงานว่าหลายพื้นที่ในประเทศไทยไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากเมฆปกคลุมท้องฟ้าเป็นส่วนใหญ่ ครั้งที่ 2 ที่จะเกิดขึ้นในคืนวันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2554 มีโอกาสเห็นได้ดีกว่า เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว แม้ว่าช่วงเวลามืดเต็มดวงจะสั้นกว่าครั้งที่แล้วมาก
จันทรุปราคาเต็มดวงครั้งนี้เป็นอุปราคาครั้งสุดท้ายของปี 2554 เกิดขึ้นในคืนวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2554 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันเสาร์ และสำหรับวงการโทรทัศน์แล้วถือเป็นช่วงเวลาที่มีผู้สนใจมากที่สุด (prime time) เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่นอน ต่างกับครั้งที่แล้วที่เกิดในเวลากลางดึก
พื้นที่บนโลกที่เห็นจันทรุปราคาครั้งนี้พร้อมประเทศไทย คือ ทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา ยุโรป เอเชีย ฮาวาย มหาสมุทรแปซิฟิก และเกือบทั้งหมดของทวีปอเมริกาเหนือ โดยแถบยุโรปและแอฟริกาเกิดปรากฏการณ์ขณะดวงจันทร์ขึ้นในค่ำวันที่ 10 ธันวาคม ส่วนแถบอเมริกาเกิดปรากฏการณ์ขณะดวงจันทร์ตกในเช้ามืดของวันเดียวกัน ตามเวลาท้องถิ่น

 

จันทรุปราคา

จันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ มาเรียงอยู่ในแนวเดียวกัน จนทำให้ดวงจันทร์ผ่านเงาของโลกซึ่งทอดยาวออกไปในอวกาศ เงานี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เงามืดและเงามัว เงามัวเป็นส่วนที่จางมาก เรามักสังเกตไม่เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงกับดวงจันทร์ขณะที่ดวงจันทร์อยู่ในเงามัว ยกเว้นกรณีที่ดวงจันทร์อยู่ในเงาลึกมากพอ (โดยทั่วไปคือเวลาที่เงามัวกินพื้นที่มากกว่า 2 ใน 3 ของผิวด้านสว่างของดวงจันทร์)
หากดวงจันทร์ทั้งดวงเคลื่อนผ่านเข้าไปในเงามืด เรียกว่าจันทรุปราคาเต็มดวง เฉลี่ยเกิดขึ้นประมาณ 70 ครั้งต่อศตวรรษ จันทรุปราคาหลายครั้งที่มีเพียงบางส่วนของดวงจันทร์เท่านั้นที่ผ่านเข้าไปในเงามืด เรียกว่าจันทรุปราคาบางส่วน เฉลี่ยเกิดขึ้นประมาณ 84 ครั้งต่อศตวรรษ (สถิติในช่วง 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง ค.ศ. 3000)
สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งบนพื้นโลกไม่สามารถสังเกตจันทรุปราคาได้ทุกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าขณะเกิดปรากฏการณ์เป็นเวลากลางคืนในท้องถิ่นนั้น ๆ หรือไม่ เพราะเมื่อเกิดจันทรุปราคาแล้ว เฉพาะซีกโลกด้านกลางคืนเท่านั้นที่สังเกตปรากฏการณ์นี้ได้ แต่นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เรามีโอกาสเห็นจันทรุปราคาได้บ่อยกว่าสุริยุปราคา ซึ่งสำหรับสุริยุปราคา เขตที่มีโอกาสเห็นสุริยุปราคากินพื้นที่เพียงบางส่วนของผิวโลกเท่านั้น ไม่ใช่ซีกโลกด้านกลางวันทั้งหมด

ลำดับเหตุการณ์

จันทรุปราคาครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อดวงจันทร์สัมผัสเงามัวของโลกในเวลา 18:34 น. แต่จะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นกับดวงจันทร์ จนกระทั่งดวงจันทร์เข้าไปในเงาลึกมากพอ ราว 1 ทุ่มครึ่ง หรือก่อนหน้านั้นไม่นาน อาจเริ่มสังเกตว่าพื้นผิวดวงจันทร์โดยรวมดูหมองคล้ำลงเล็กน้อย โดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออกของดวงจันทร์ ซึ่งก็คือด้านล่าง หรือด้านที่หันเข้าหาขอบฟ้า
จันทรุปราคาบางส่วนเริ่มขึ้นเวลา 19:46 น. เป็นจังหวะที่ดวงจันทร์เริ่มสัมผัสเงามืดของโลก ขอบด้านตะวันออกของดวงจันทร์จะเริ่มแหว่ง ขณะนั้นดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าทิศตะวันออก เยื้องไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีมุมเงยสูงจากขอบฟ้าเกือบ 30° ดาวพฤหัสบดีอยู่สูงขึ้นไปเกือบถึงจุดเหนือศีรษะ ส่วนดาวศุกร์ใกล้จะตกลับขอบฟ้าหรือตกลับขอบฟ้าไปแล้วสำหรับบางพื้นที่
ดวงจันทร์จะเข้าไปในเงามืดลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ถูกบังครึ่งดวงเมื่อใกล้เวลา 2 ทุ่มครึ่ง จากนั้นเริ่มบังหมดทั้งดวงในเวลา 21:06 น. นับเป็นเวลาที่เริ่มเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง
ดวงจันทร์ถูกเงาโลกบดบังทั้งดวง แต่เรายังสามารถมองเห็นดวงจันทร์ได้ โดยพื้นผิวดวงจันทร์อาจมีสีน้ำตาล สีส้ม หรือสีแดงอิฐ และอาจมีสีเหลืองหรือฟ้าปะปนอยู่ได้เล็กน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะในบรรยากาศโลกตรงบริเวณรอยต่อระหว่างด้านกลางวันกับกลางคืนของโลก แสงอาทิตย์ที่หักเหและกระเจิงขณะเดินทางผ่านบรรยากาศโลก เป็นสาเหตุที่ทำให้ดวงจันทร์ขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงไม่มืดสนิท
เวลา 21:32 น. ดวงจันทร์เข้าใกล้ศูนย์กลางเงาโลกมากที่สุด คาดหมายได้ว่าเป็นเวลาที่ดวงจันทร์มืดคล้ำที่สุด (หากท้องฟ้าเปิดตลอดปรากฏการณ์) โดยขอบด้านทิศเหนือ (ซ้ายมือ) น่าจะคล้ำกว่าด้านทิศใต้ เนื่องจากอยู่ใกล้ศูนย์กลางเงามากกว่า นอกจากนี้ พื้นที่ที่เรียกว่ามาเร (ทะเล) ซึ่งเป็นส่วนคล้ำบนดวงจันทร์ ก็อยู่ในบริเวณด้านทิศเหนือมากกว่าด้านทิศใต้
จันทรุปราคาเต็มดวงสิ้นสุดลงในเวลา 21:57 น. รวมเวลาที่ดวงจันทร์ทั้งดวงอยู่ในเงามืดของโลกนาน 51 นาที หลังจากนั้น ดวงจันทร์จะเคลื่อนออกจากเงามืด ใช้เวลาอีกเกือบ 1 ชั่วโมงครึ่ง ดวงจันทร์จึงจะกลับมาเต็มดวงในเวลา 23:18 น. ขณะนั้นดวงจันทร์อยู่สูงเกือบถึงจุดเหนือศีรษะ มองต่ำลงมาทางทิศตะวันตกจะเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่ที่มุมเงยประมาณ 50°-60°
หลังสิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 5 ทุ่มเศษ แม้ว่าดวงจันทร์จะเต็มดวง ไม่มีส่วนแหว่งเว้าแล้ว แต่ดวงจันทร์จะยังไม่สว่างเต็มที่ พื้นผิวของดวงจันทร์จะหมองคล้ำอยู่เล็กน้อยต่อไปอีกราวครึ่งชั่วโมง เพราะยังอยู่ในเงามัวของโลก หลังจากนั้นเราจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นกับดวงจันทร์อีก จันทรุปราคาครั้งนี้จะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์เมื่อดวงจันทร์ทั้งดวงออกจากเงามัวในเวลา 00:30 น.

เส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์และแผนที่แสดงการเห็นจันทรุปราคาในส่วนต่าง ๆ ของโลก


ขั้นตอนการเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง 10 ธันวาคม 2554
เหตุการณ์เวลามุมเงย
ของดวงจันทร์

(ที่กรุงเทพฯ)
1. ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลก (ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง)18:34 น.11°
2. เริ่มเกิดจันทรุปราคาบางส่วน (ดวงจันทร์เริ่มแหว่ง)19:46 น.27°
3. เริ่มเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง (ดวงจันทร์เข้าสู่เงามืดทั้งดวง)21:06 น.45°
4. กึ่งกลางของปรากฏการณ์ (ดวงจันทร์เข้าไปในเงาลึกที่สุด)21:32 น.51°
5. สิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวง (ดวงจันทร์เริ่มออกจากเงามืด)21:57 น.56°
6. สิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วน (ดวงจันทร์ทั้งดวงออกจากเงามืด)23:18 น.74°
7. ดวงจันทร์พ้นจากเงามัวของโลก00:30 น.81°

ขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง

ช่วงที่เกิดจันทรุปราคาในคืนวันที่ 10 ธันวาคม 2554 ดวงจันทร์อยู่ในกลุ่มดาววัว บริเวณรอบ ๆ มีดาวฤกษ์สว่างอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากสามเหลี่ยมฤดูหนาว (Winter triangle) ซึ่งประกอบด้วยดาวซิริอัสในกลุ่มดาวหมาใหญ่ ดาวโพรซิออนในกลุ่มดาวหมาเล็ก และดาวเบเทลจุสในกลุ่มดาวนายพราน ยังมีดาว 6 ดวง เรียงกันเป็นหกเหลี่ยมที่เรียกว่าหกเหลี่ยมฤดูหนาว (Winter Hexagon) ได้แก่ ดาวซิริอัสในกลุ่มดาวหมาใหญ่ ดาวโพรซิออนในกลุ่มดาวหมาเล็ก ดาวพอลลักซ์ในกลุ่มดาวคนคู่ ดาวคาเพลลาในกลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ ดาวอัลเดบารันในกลุ่มดาววัว และดาวไรเจลในกลุ่มดาวนายพราน (วนตามเข็มนาฬิกา) ดวงจันทร์อยู่ในหกเหลี่ยมนี้ โดยค่อนไปทางดาวอัลเดบารัน สูงขึ้นไปจะเห็นกระจุกดาวลูกไก่อยู่ห่างดวงจันทร์เกือบ 20°

สีและความสว่างของดวงจันทร์

สีและความสว่างของดวงจันทร์ขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงในแต่ละครั้งมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ระยะห่างระหว่างดวงจันทร์กับศูนย์กลางเงา ปริมาณเมฆและฝุ่นละอองในบรรยากาศโลกตรงบริเวณรอยต่อระหว่างด้านกลางวันกับด้านกลางคืนของโลก
เราสามารถบอกความสว่างและสีของดวงจันทร์ขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงได้ด้วยมาตราดังชง (Danjon scale) โดยทำการสังเกตดวงจันทร์ด้วยตาเปล่า มาตรานี้ตั้งชื่อตาม อองเดร ดังชง (André-Louis Danjon) นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่เป็นผู้ริเริ่ม เรียกย่อ ๆ ว่าค่าแอล (L) มีค่าจาก 0 ถึง 4 ดังตาราง โดยสามารถประมาณค่าเป็นทศนิยมได้

  L  ความสว่างและสีของดวงจันทร์
0ดวงจันทร์มืดมาก เกือบมองไม่เห็น
1ดวงจันทร์มืด มีสีเทาหรือน้ำตาล มองเห็นรายละเอียดบนพื้นผิวได้ยาก
2ดวงจันทร์มีสีแดงเข้ม หรือสีสนิมเหล็ก บริเวณใกล้ใจกลางมืดมาก แต่ขอบดวงจันทร์สว่าง
3ดวงจันทร์มีสีแดงอิฐ ขอบเงามืดมีสีเหลืองหรือสว่าง
4ดวงจันทร์มีสีทองแดงหรือสีส้ม ดวงจันทร์สว่างมาก ขอบเงามืดมีสีฟ้าและสว่างมาก

ถ้าจะให้ได้ข้อมูลละเอียดที่สุด อาจทำการประมาณค่าแอลทุก ๆ 10-20 นาที นับตั้งแต่ดวงจันทร์เข้าสู่เงามืดทั้งดวง ทั้งนี้การประมาณค่าแอลมีโอกาสผิดพลาดได้ หากขณะนั้นมีเมฆหรือหมอกควันบดบังดวงจันทร์ ซึ่งจะทำให้ดวงจันทร์ดูมืดสลัวกว่าความเป็นจริง

จันทรุปราคาเต็มดวงในวันที่ 10 ธันวาคม 2554 อาจมีลักษณะคล้ายจันทรุปราคาเต็มดวงเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 (ในภาพ) เนื่องจากมีเส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์เทียบกับเงาอยู่ในรูปแบบใกล้เคียงกัน (ภาพ – ประพีร์ วิราพร/กฤษดา โชคสินอนันต์/ปณัฐพงศ์ จันทรวัฒนาวณิช/พรชัย อมรศรีจิรทร)

จันทรุปราคาครั้งถัดไป

จันทรุปราคาครั้งถัดไปสำหรับประเทศไทยเป็นจันทรุปราคาบางส่วน 2 ครั้ง (ไม่นับจันทรุปราคาเงามัวซึ่งสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดวงจันทร์ได้ยาก) ได้แก่ คืนวันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน 2555 และเช้ามืดวันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2556
เราไม่ควรพลาดจันทรุปราคาเต็มดวงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ เพราะทั่วโลกจะไม่มีโอกาสเห็นจันทรุปราคาเต็มดวงอีกเลยจนกระทั่ง พ.ศ. 2557 ปีนั้นและปีถัดไปจะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงรวม 4 ครั้งติดต่อกัน เห็นได้ในประเทศไทย 2 ครั้ง ได้แก่ วันพุธที่ 8 ตุลาคม 2557 (ตรงกับวันออกพรรษา) แต่ช่วงบังหมดดวงอาจสังเกตได้ยากเนื่องจากดวงจันทร์ยังอยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้า และท้องฟ้ายังไม่มืด อีกครั้งในค่ำวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2558